ตำนาน ดาบวิชัยปลูกต้นตาล คนบ้าวีรบุรุษ ดราม่า ตัดต้นตาลทิ้งขยายถนน
GH News March 30, 2026 06:10 PM
ประวัติ ดาบวิชัย สุริยุทธ ตำรวจผู้ปลูกต้นไม้ 2 ล้านต้น

ร้อยตำรวจตรี วิชัย สุริยุทธ มีชื่อเรียกขานที่ชาวบ้านคุ้นเคยคือ ดาบวิชัย เขาเกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ในพื้นที่อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ดาบวิชัยเป็นลูกคนที่ 3 พ่อแม่มีอาชีพทำนา ฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน เมื่อเขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แม่ก็เสียชีวิต พ่อต้องรับภาระทำนาเพียงคนเดียว ดาบวิชัยจึงออกไปรับจ้างทำงานสารพัดเพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียน จนกระทั่งเรียนจบจากโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย

ดาบวิชัยตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนพลตำรวจ 3 จังหวัดนครราชสีมา เขาเรียนจบในปี พ.ศ. 2511 จากนั้นเขาเริ่มต้นชีวิตข้าราชการตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษ ในปี พ.ศ. 2513 เขาย้ายมาประจำการที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอปรางค์กู่ เขาทำงานด้วยความตั้งใจมาตลอด จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2548 เขาได้รับเลื่อนยศกรณีพิเศษเป็น ร้อยตำรวจตรี เพื่อเชิดชูเกียรติจากการอุทิศตนทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ดาบวิชัยปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปรามจนเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2549

จุดเริ่มต้นของคนบ้าปลูกต้นไม้

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2530 กระทรวงมหาดไทยรายงานข้อมูลว่า อำเภอปรางค์กู่เป็นอำเภอที่ยากจนที่สุดในจังหวัดศรีสะเกษ ในขณะเดียวกันจังหวัดศรีสะเกษก็เป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย พื้นที่แห่งนี้มีคดีอาชญากรรม ปล้นชิงทรัพย์ ลักขโมยเกิดขึ้นจำนวนมาก ดาบวิชัยเติบโตมาในพื้นที่นี้ เขาทำหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานสอบสวนรับรู้ปัญหาความยากจนมาตลอด เขาอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านให้ดีขึ้น เขาคิดทบทวนหาวิธีแก้ปัญหา ก่อนจะตัดสินใจเลือกลงมือปลูกต้นไม้ เขามองเห็นว่าต้นไม้จะให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ส่งต่อประโยชน์ไปถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลานได้จริง

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา ทุกเช้าก่อนไปทำงานรวมถึงช่วงหลังเลิกงาน ดาบวิชัยจะขับรถจักรยานยนต์ตระเวนนำกล้าไม้ไปปลูกตามพื้นที่ต่างๆ ในอำเภอปรางค์กู่ ช่วงแรกชาวบ้านมองว่าเขาเป็นคนบ้า หลายคนไม่เข้าใจพฤติกรรมของเขา ดาบวิชัยไม่สนใจคำวิจารณ์เหล่านั้น เขายังคงก้มหน้าปลูกต้นไม้อย่างต่อเนื่อง

เวลาผ่านไปสิบปี ต้นไม้ที่ดาบวิชัยปลูกเริ่มเติบโตให้ร่มเงา ในปี พ.ศ. 2541 สังคมเริ่มเห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ดาบวิชัยต่อยอดความสำเร็จด้วยการจัดทำโครงการปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะเพื่อส่วนรวม เขาชวนชาวบ้านรณรงค์ปลูกต้นยางนาเพื่อนำไม้ไปสร้างบ้านเรือน รณรงค์ปลูกต้นตาลเพื่อนำผลผลิตมาใช้ประโยชน์ รณรงค์ปลูกต้นคูนซึ่งเป็นต้นไม้ประจำชาติไทย รณรงค์ให้ชาวบ้านเปลี่ยนการทำนาปีมาทำไร่นาสวนผสม

ความพยายามของดาบวิชัยเปลี่ยนอำเภอปรางค์กู่ให้กลายเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้จำนวนมหาศาลกว่า 2 ล้านต้นสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ชาวบ้านในพื้นที่ ในปี พ.ศ. 2543 ประชาคมอำเภอปรางค์กู่ทั้ง 10 ตำบล พร้อมใจกันลงมติยกย่องโครงการของดาบวิชัย พวกเขานำแนวทางดังกล่าวมาตั้งเป็นคำขวัญประจำอำเภอว่า ปรางค์กู่อยู่ในป่ายางกลางดงตาล บานสะพรั่งดอกคูน บริบูรณ์ไร่นาสวนผสม

ดาบวิชัยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 5 เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เมื่อปี พ.ศ. 2526 สิ่งที่ยืนยันเจตนารมณ์ของชายผู้พลิกฟื้นแผ่นดินอีสานคนนี้ได้ดีที่สุดคือปณิธานที่เขาเคยกล่าวไว้ว่า

“ผมว่าโลกของวัตถุเป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้นแหละครับ ความสุขที่แท้จริง ก็อยู่กับธรรมชาติ และรู้จักเคารพธรรมชาติ ต้นไม้นี่ผมจะต้องปลูก ปลูกไปเรื่อย ๆ ปลูกจนกว่าจะตาย…”

ดาบวิชัย คนบ้าปลูกต้นไม้ เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2566 ในวัย 77 ปี ณ โรงพยาบาลศรีสะเกษ

ดราม่า งานรัฐตัดต้นตาลดาบวิชัย ขยายถนนในจังหวัดศรีสะเกษ กระทบต้นไม้ที่ปลูกมานานกว่า 30 ปี

ผู้คนบนโลกออนไลน์วิจารณ์โครงการขยายถนนสายตำบลตูมถึงอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ในความดูแลของแขวงทางหลวงชนบทศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตัดต้นตาลริมทางที่ดาบวิชัยปลูกทิ้ง

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นักเขียนชื่อดัง อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเสียใจ เล่าว่าเขาเคยลงพื้นที่สัมภาษณ์ดาบวิชัยเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนนั้นชาวบ้านมองดาบวิชัยเป็นคนบ้าที่เอาแต่ปลูกต้นตาลริมถนน

ดาบวิชัยขนเมล็ดพันธุ์ไปปลูกตามริมถนนกับพื้นที่สาธารณะทุกวันเช้าเย็นโดยไม่มีใครบังคับ ความมุ่งมั่นของดาบวิชัยทำให้ศรีสะเกษมีถนนที่ร่มรื่นจนผู้คนเรียกขานว่าถนนต้นตาลดาบวิชัย ต้นตาลเติบโตช้ามาก ต้องใช้เวลา 30 ถึง 40 ปีจึงจะสูงใหญ่ได้ขนาดนี้

นายวันชัยตำหนิการทำงานของหน่วยราชการที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีโค่นทำลายสิ่งที่ดาบวิชัยสร้างมาตลอดชีวิต เขาเล่าเพิ่มเติมว่าตอนที่ไปเยี่ยมดาบวิชัยก่อนเสียชีวิต ดาบวิชัยยังคงพูดถึงการปลูกต้นตาล ถ้าดาบวิชัยยังมีชีวิตอยู่มารับรู้ข่าวนี้คงร้องไห้เสียใจมาก

สังคมออนไลน์ตั้งข้อสังเกตถึงการออกแบบโครงการก่อสร้างถนน หลายคนมองว่าหน่วยงานควรเลือกแนวทางหลบเลี่ยงต้นไม้ใหญ่ หรือใช้วิธีล้อมย้ายต้นไม้แทนการตัดทิ้ง เพื่อรักษามรดกทางธรรมชาติที่เป็นสัญลักษณ์ของอำเภอปรางค์กู่

ความคืบหน้าล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษออกมาชี้แจงว่า ถนนต้นตาลดาบวิชัยสายหลักยังคงอยู่ครบสมบูรณ์ จุดที่เจ้าหน้าที่ตัดต้นตาลคือถนนสายย่อยเพื่อขยายไหล่ทางลดอุบัติเหตุ ขณะนี้แขวงทางหลวงชนบทศรีสะเกษระงับการตัดต้นไม้ชั่วคราวแล้ว เจ้าหน้าที่จะนำต้นตาลที่โค่นไปแล้วไปชำฟื้นฟู พร้อมเตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านเพื่อหาทางออกร่วมกันต่อไป

สาเหตุหลักของการดำเนินโครงการดังกล่าว สืบเนื่องจากปริมาณการจราจรที่หนาแน่นขึ้น ประกอบกับแนวต้นไม้เดิมอยู่ชิดไหล่ทางมากเกินไปจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้จัดทำแผนพัฒนารูปแบบการขยายถนนประจำปี 2569 โดยจะขยายผิวจราจรเพิ่มข้างละ 2 เมตร ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร (ช่วง กม.ที่ 21+300 ถึง 22+500) ซึ่งใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 เดือน ทว่าในระหว่างการเตรียมพื้นที่ ได้มีการตัดต้นตาลทิ้งไปแล้วประมาณ 50 ต้น

สั่งเบรก ขยายถนน ตัดต้นตาลดาบวิชัย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 มี.ค. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดศรีสะเกษ ได้ออกมาระบุถึงจุดยืนในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ “ชะลอการตัดต้นตาลทันที” พร้อมเสนอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการโค่นทิ้ง เป็นการใช้วิธี “ขุดล้อมย้าย” ออกจากแนวก่อสร้าง เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของพื้นที่ไว้ทางด้าน นายไพวรรณ์ เขียวอ่อน วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทศรีสะเกษ ชี้แจงว่า ขณะนี้ได้สั่งหยุดดำเนินการตัดต้นตาลเป็นการชั่วคราวแล้ว และอยู่ระหว่างประสานผู้รับเหมาเพื่อปรับแผนการทำงาน โดยต้นตาลที่ถูกตัดไปแล้ว 50 ต้น จะถูกนำไปทดลองชำเพื่อฟื้นฟูให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง ส่วนต้นที่ยังไม่ได้ตัด จะใช้วิธีล้อมย้ายเพื่อลดความสูญเสียให้มากที่สุดนายไพวรรณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน คือฝ่ายที่สนับสนุนให้ขยายถนนเพื่อลดอุบัติเหตุ และฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์ต้นตาลไว้ ทางแขวงฯ จึงมีแผน จัดเวทีประชาคมระดับพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น“โครงการนี้มีความจำเป็นในเชิงวิศวกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะกรณีที่ต้องจอดรถฉุกเฉิน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทางออกจะต้องเป็นการหาจุดสมดุลที่เหมาะสม เพื่อให้ถนนสายนี้เป็นทั้งเส้นทางแห่งความปลอดภัย และเป็นเส้นทางแห่งความทรงจำของชาวศรีสะเกษต่อไป” นายไพวรรณ์กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด
© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.