‘ฮาร์ดดิสก์’ ไม่เคย Sunset ‘ซีเกท’ ย้ำไทยยุทธศาสตร์การผลิต
GH News April 03, 2026 09:38 AM

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในโลกเทคโนโลยี ระบบจัดเก็บข้อมูล (Data Storage) กลายเป็นสำคัญไม่แพ้ระบบประมวลผล (Compute) ด้วยอัตราการสร้าง และกักเก็บข้อมูลทั่วโลกเติบโตก้าวกระโดดจากไม่ถึง 1 Zettabyte ในปี 2005 สู่ 70 Zettabyte ในปี 2020 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อย Zettabyte ภายใน 2030 นี้

สแกนตลาดฮาร์ดดิสก์

ตลาดฮาร์ดดิสก์ (HDD) ในปี 2025 มีผู้เล่นหลักเพียง 3 ราย ครองส่วนแบ่งการตลาดรวมกันกว่า 95% ของการจัดส่งทั่วโลก ประกอบด้วย Western Digital (WDC) 42.3% Seagate 40.8% และ Toshiba 17.0%

ขณะที่มูลค่าตลาดโลกในปี 2026 คาดการณ์อยู่ที่ราว 5.18 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตเป็น 6.97 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2031 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ 6.12%

การผลิต และจัดส่งจากเอเชีย-แปซิฟิก มีส่วนแบ่งสูงถึง 45% โดยมีฐานการผลิต
หลักอยู่ในประเทศไทย และจีน (อ้างอิงข้อมูล industryresearch.biz)

สำหรับ Seagate Technology ผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบ 2026 (สิ้นสุด ธ.ค. 2025) ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากความต้องการจัดเก็บข้อมูลในกลุ่ม Data Center และ AI โดยมีรายได้รวม 2.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 
เพิ่มขึ้น 22% เทียบปีที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิ 593 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “เค.เอฟ. ชอง” รองประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการระดับโลก ซีเกท เทคโนโลยี และ “นรเชษฐ์ แซ่ตั้ง” ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย และรองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิตฮาร์ดดิสก์ และโอกาสของประเทศไทย

AI ดันดีมานด์โตต่อเนื่อง

“นรเชษฐ์” กล่าวว่า ธุรกิจการผลิตฮาร์ดดิสก์ไม่ใช่ธุรกิจขาลง หรือ Sunset แต่อย่างใด โลกได้สร้างข้อมูลมหาศาลอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต HDD อยู่ที่ประเทศไทย ทำให้แรงงานทักษะสูงในไทยเป็นส่วนสำคัญของซีเกท ในการส่งออก HDD ไปทั่วโลก

“เราอาจพูดคุยน้อยไปหน่อย แต่อยากชี้ว่าธุรกิจนี้ไม่เคยเป็น Sunset แม้ HDD บนคอมพิวเตอร์หายไป แต่ข้อมูลมหาศาลที่เกิดขึ้นยังต้องมีที่อยู่ มันต้องไปอยู่สักที่ บนคลาวด์ บนดาต้าเซ็นเตอร์”

“เค.เอฟ. ชอง” เสริมว่า ในยุค AI ความต้องการการจัดเก็บข้อมูลระดับ Exabyte เติบโตขึ้นมหาศาล จาก 1 Zettabyte ในปี 2005 สู่ 70 Zettabyte ในปี 2020 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อย Zettabyte ภายใน 2030

และว่าความต้องการ HDD ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดช่องว่างกับอุปทาน (Supply) ซีเกทจึงมุ่งเน้นการเพิ่มCapacity ต่อไดรฟ์เพื่อตอบสนองความต้องการนี้ให้เร็วที่สุด โดยประมาณ 87% ของข้อมูลใน Data Center ขนาดใหญ่ หรือไฮเปอร์สเกลจะจัดเก็บไว้บน HDD เนื่องจากให้ความคุ้มค่าสูงสุดเมื่อเทียบปริมาณข้อมูลต่อต้นทุน อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นไปได้จริงในปัจจุบัน คือ ต้นทุนการเก็บข้อมูลต่อ Terabyte ที่ต่ำ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง และความหนาแน่นของความจุเทียบพื้นที่ (Capacity Density)

“ชอง” กล่าวว่า ไม่สำคัญว่าผลิต HDD เพื่อจัดส่งได้กี่ชิ้น จุดแตกต่างคือ HDD 1 ชิ้น เพิ่มความจุได้เท่าไร เพราะการที่พื้นที่ HDD 1 ชิ้นจุความจำได้มากขึ้น จะส่งผลต่อแร็ก และสุดท้ายต่อดาต้าเซ็นเตอร์ และเมื่อความจุต่อไดรฟ์สูงขึ้น ดาต้าเซ็นเตอร์จะจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาลได้โดยใช้พื้นที่วางน้อยลงใช้โครงสร้างพื้นฐานเล็กลง และการใช้จำนวนไดรฟ์ที่น้อยลงเพื่อเก็บข้อมูลในปริมาณเท่าเดิมยังช่วยลดความต้องการในการระบายความร้อน และลดการใช้พลังงานโดยรวม ช่วยปรับปรุงเศรษฐศาสตร์ของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะสำหรับระบบ AI ที่ต้องการการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่

พัฒนาเทคโนโลยีใหม่

ที่ผ่านมา ซีเกท พัฒนาการจัดเก็บ เทคโนโลยี Mozaic ที่มีความจุสูงช่วยให้ Cloud Hyperscale วางแผนล่วงหน้าได้ในระยะยาว 10 ปี เนื่องจากมั่นใจว่าความหนาแน่นของพื้นที่จัดเก็บจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปลี่ยนสถาปัตยกรรมระบบใหม่ ซึ่งสำคัญมาก เพราะ “ข้อมูล” ในดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ทั่วโลกกว่า 87% จัดเก็บบนฮาร์ดไดรฟ์

“ปัจจุบันข้อมูลกลายเป็นศูนย์กลางของระบบ AI ต้องมีการบันทึก ปกป้อง และเรียกใช้ข้อมูลปริมาณมหาศาลอยู่ตลอดเวลา การที่ HDD มีความจุสูงขึ้นจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐาน AI ขยายตัวได้และประหยัดต้นทุน”

ผู้บริหารอธิบายเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีเพิ่มจำนวนฮาร์ดแวร์ มาเป็นการเพิ่มความจุข้อมูลต่อแผ่นดิสก์นั้นมี 1.เทคโนโลยี HAMR (Heat-Assisted Magnetic Recording) ใช้เลเซอร์ขนาดเล็กภายในหัวอ่านเพื่อให้ความร้อนกับจุดจัดเก็บข้อมูลชั่วคราว ทำให้เขียนข้อมูลแม่นยำ และหนาแน่นขึ้นโดยไม่ต้องขยายขนาดของตัวไดรฟ์ โดยใช้เวลาพัฒนานวัตกรรมนี้ยาวนานกว่า 20 ปี

และ 2.แพลตฟอร์ม Mozaic 4+ ความจุสูงสุดปัจจุบันผ่านการรับรอง และอยู่ในกระบวนการผลิตสำหรับผู้ให้บริการ Cloud ระดับ Hyperscale โดยรองรับความจุมากกว่า 44 TB ต่อไดรฟ์ และในการติดตั้งระดับ 1 Exabyte (EB) เทคโนโลยี Mozaic ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเกือบ 50% เมื่อเทียบกับระบบ 30 TB แบบเดิม ช่วยประหยัดพลังงานได้ 800,000 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี (เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของ 25 ครัวเรือนไทยโดยเฉลี่ย)

ไทยยุทธศาสตร์การผลิต

“ชอง” กล่าวว่า เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดของซีเกทใช้ในการผลิตจริงที่ประเทศไทย เนื่องจากถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในซัพพลายเชน

“ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ได้รับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาปรับใช้เป็นแห่งแรกเสมอรวมถึงเทคโนโลยี HAMR”

“ไลน์การผลิต HDD ที่มีความจุสูงที่สุดในอุตสาหกรรมปัจจุบัน คือ Mozaic 4+ ขนาด 44TB ก็อยู่ในกระบวนการผลิตจริงในไทยแล้ว ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ยกเว้นวัตถุดิบบางส่วนที่ไทยทำเองไม่ได้ เช่น แผ่นเวเฟอร์ ซิลิกอน ต้องนำเข้าจากสหรัฐ”

ส่วนการผลิตที่ซับซ้อน และต้องพึ่งพาความแม่นยำที่สุด อยู่ที่โรงงานซีเกท เทพารักษ์ และถือเป็นแหล่งผลิต Nano Recording Head ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ซับซ้อนที่สุดและเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีใหม่อย่าง HAMR (Mozaic Platform) เกิดขึ้นได้จริง ส่วนโรงงานซีเกทโคราช จะรับช่วงต่อในการนำชิ้นส่วนขั้นสูงมาผลิตในระดับ Mass Production ถือเป็นแกนหลักในการประกอบฮาร์ดไดรฟ์ และระบบจัดเก็บข้อมูลที่สมบูรณ์เพื่อส่งมอบไปทั่วโลก

จุดแข็งแรงงานไทย

“นรเชษฐ์” กล่าวว่า ซีเกทมีโรงงาน 7 แห่ง ใน 6 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, นอร์เทิร์นไอร์แลนด์, มาเลเซีย, สิงคโปร์, จีน และไทย แม้จะเปิดเผยสัดส่วนและกำลังการผลิตไม่ได้ แต่บอกได้ว่าการผลิตในไทยมีการส่งออกไปทั่วโลก และไม่ใช่เพราะแรงงานราคาถูก แต่เพราะพนักงานที่ซีเกทเติบโตมาพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต บางคนอยู่มา 20-30 ปี แม้โรงงานจะมีการใช้ AI-Machine Learning ในกระบวนการผลิตระดับนาโน แต่พนักงานขั้นต่ำที่สุด (Wage Labour) ก็ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตที่มีทักษะเฉพาะทางสูง

และว่าเกือบ 50% ของพนักงานซีเกททั่วโลกทำงานในไทย และมีบุคลากรระดับปริญญาเอกมากกว่า 90 ท่าน หรือกว่า 10% ของทีมเทคนิค การลงทุนของซีเกทในไทยจึงอัพสกิลพนักงานอยู่เสมอเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิตใหม่ ๆ มีการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา พร้อมเครือข่ายสถาบันการศึกษาในไทยกว่า 20 ปี รวมเงินสนับสนุนกว่า 160 ล้านบาท มีผลงานวิจัยร่วมกันกว่า 150 โครงการ เพื่อสร้างบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี

“ชอง” ทิ้งท้ายว่า ตอนนี้การลงทุนในไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องค่าแรง แต่ขึ้นอยู่กับความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติงานและระบบนิเวศซัพพลายเชน โดยบริษัทประเมินสถานการณ์เพื่อรักษาสมดุลของเครือข่ายการผลิตทั่วโลก ไม่ให้พึ่งพาจุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป เพื่อบริหารความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังยืนยันได้ว่าไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ทั้งในแง่การมีระบบนิเวศ และกลุ่มคนเก่ง (Talent Pool) ที่แข็งแกร่ง

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.