หญิง 3 รายติดเชื้อ HIV จากการทำหน้า “Vampire Facial” แฉคลินิกเถื่อนหมกเม็ดความสกปรก
GH News April 06, 2026 04:10 PM

CDC ยืนยัน! หญิง 3 รายติดเชื้อ HIV จากการทำหน้า “Vampire Facial” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ แฉคลินิกเถื่อนหมกเม็ดความสกปรก

BBC รายงานกรณีศึกษา อุทาหรณ์สำหรับผู้รักสวยรักงาม หลัง CDC เปิดเผยรายงานการสอบสวนโรค มีผู้หญิงอย่างน้อย 3 คนได้รับเชื้อ HIV หลังจากเข้ารับบริการทำหน้าแบบ “Vampire Facial” หรือการใช้เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ฉีดกลับเข้าสู่ใบหน้า ณ สปาแห่งหนึ่งในรัฐนิวเม็กซิโกเมื่อปี 2018

เรื่องแดงขึ้นเมื่อช่วงฤดูร้อนปี 2018 เมื่อหญิงชาวอเมริกันวัย 40-50 ปี ตรวจพบเชื้อ HIV ขณะอยู่ต่างประเทศ ทั้งที่เธอไม่มีประวัติพฤติกรรมเสี่ยง ไม่มีการใช้ยาเสพติดชนิดฉีด หรือการเปลี่ยนคู่นอน แต่จุดเชื่อมโยงเดียวคือเธอเพิ่งไปทำหน้าแบบ Vampire Facial ที่สปาดังกล่าว

เมื่อ CDC เข้าตรวจสอบสปาแห่งนี้ ก็พบความจริงที่น่าตกใจว่า เป็นคลินิกเถื่อนไม่มีใบอนุญาต และมีมาตรฐานความสะอาดที่ย่ำแย่เข้าขั้นวิกฤต เจ้าหน้าที่พบหลอดเก็บเลือดและอุปกรณ์ฉีดที่ไม่มีฉลากระบุ แช่ปะปนอยู่กับอาหารในตู้เย็นห้องครัว รวมถึงพบเข็มฉีดยาที่ไม่ได้ห่อหุ้มวางเกลื่อนกลาด และร่องรอยการนำหลอดเลือดมาใช้ซ้ำ

ผลจากการสอบสวนโรคเชื่อมโยงผู้ป่วย HIV 5 รายเข้ากับสปาแห่งนี้ โดย 4 รายเป็นหญิงที่มาทำหน้า (3 รายติดเชื้อจากสปา อีก 1 รายมีเชื้ออยู่ก่อนแล้ว) และชายอีก 1 รายที่เป็นคู่รักของผู้ติดเชื้อ ส่งผลให้สปาถูกสั่งปิด และนางมาเรีย เดอ ลูร์เดส รามอส เดอ รูอิซ (Maria de Lourdes Ramos De Ruiz) เจ้าของร้านวัย 62 ปี ถูกตัดสินจำคุก 3 ปีครึ่ง ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต

Vampire Facial คืออะไร?

Vampire Facial หรือชื่อทางการแพทย์คือ Platelet-Rich Plasma (PRP) คือการเจาะเลือดของผู้ป่วยนำไปปั่นแยกเกล็ดเลือดเข้มข้น แล้วฉีดกลับเข้าไปที่ใบหน้าด้วยเข็มขนาดเล็ก เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ลดริ้วรอย และรักษาหลุมสิว หัตถการนี้โด่งดังเป็นพลุแตกในปี 2013 หลังจาก “คิม คาร์เดเชียน” โพสต์ภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดหลังทำ

สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (AAD) ยืนยันว่า ตัวหัตถการ PRP นั้นปลอดภัยหากทำอย่างถูกวิธี ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ตัวการรักษา แต่อยู่ที่การจัดการเลือดและความสะอาด เลือดที่นำออกมาต้องปลอดเชื้อ และต้องมั่นใจว่าเป็นเลือดของตัวเองเท่านั้น หากมีการปนเปื้อนหรือใช้ผิดคน อาจนำไปสู่การติดเชื้อร้ายแรงได้

นอกจากนี้ CDC ยังเตือนถึงการระบาดของ “โบท็อกซ์ปลอม” ที่ทำให้มีผู้ป่วยโรคโบทูลิซึม (Botulism) แล้ว 22 ราย ใน 11 รัฐ ซึ่งมีอาการรุนแรงถึงขั้นมองเห็นภาพซ้อนและหายใจลำบาก จึงแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบใบอนุญาตของสถานพยาบาลและแหล่งที่มาของยาและอุปกรณ์ทุกครั้งก่อนตัดสินใจทำสวย

ข่าวล่าสุด
© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.