‘คนละครึ่ง พลัส เฟส2’ วืดครม. เอกนิติ จ่อถก ‘ปกรณ์’ ปมกู้5แสนล.
GH News April 20, 2026 10:11 PM

‘เอกนิติ’ แจงยังไม่ชง ‘คนละครึ่ง พลัส เฟส2’ เข้า ครม. เหตุยังไม่ได้ข้อสรุปแหล่งเงิน พร้อมถก ‘ปกรณ์’ หลังปูดข่าวจ่อออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท แจงยิบเพดานหนี้สาธารณะยังมีรูมกู้ได้อีก 8 แสนล้านบาท ย้ำหนี้สาธาณไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค-ยุโรป

20 เม.ย. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (21 เม.ย.) กระทรวงการคลังจะยังไม่มีการเสนอให้พิจารณาโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 เนื่องจากยังมีรายละเอียดต่าง ๆ ที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องแหล่งเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะเร่งสรุปเพื่อเสนอให้ ครม. พิจารณาได้เร็ว ๆ นี้

สำหรับกรณีที่รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรองรัยวิกฤติการณ์ที่ซ้ำซ้อนนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า ในวันนี้ (21 เม.ย.) จะมีการหารือร่วมกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีถึงประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นว่าจะต้องมีการออก พ.ร.ก. กู้เงินดังกล่าวหรือไม่ โดยต้องมีการพิจารณาในเรื่องของกฎหมายเป็นสำคัญว่าเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ เนื่องจากหากพิจารณาจากตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 66% จีดีพี ยังมีพื้นที่ทางการคลังอีก 4% จากเพดานที่ 70% ของจีดีพี โดยทุก ๆ 1% ของจีดีพี คิดเป็นวงเงินราว 2 แสนล้านบาท ดังนั้นพื้นที่ทางการคลังที่ 4% ที่เหลืออยู่ดังกล่าว จึงคิดเป็นวงเงิน 8 แสนล้านบาท ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการกู้เงินในวงเงินที่ไม่เกิน 8 แสนล้านบาท ก็อาจจะยังไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินก็ได้ ซึ่งตรงนี้ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสรุปตัวเลขที่ชัดเจน เพื่อหารือกันอีกครั้ง

“เราต้องดูตัวเลขทั้งหมดทั้งปีงบประมาณ 2569 และปีงบประมาณ 2570 โดยปัจจุบันเรายังมีรูมเหลืออีก 4% คิดเป็นวงเงินราว 8 แสนล้านบาท ดังนั้นก็ต้องมาหารือกันว่าเราจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเพื่อกู้เงินหรือไม่ โดยหากกู้ไม่ถึง 8 แสนล้านบาท ก็อาจจะยังไม่จำเป็น แต่หากจะทำก็ต้องมาคุยต่อว่าจะกู้เท่าไหร่ จะต้อง 5 ล้านบาทหรือไม่ รวมถึงเรื่องออก พ.ร.ก.กู้เงินด้วยที่ต้องมาดูว่าจำเป็นต้องดำเนินการออกหรือไม่ ส่วนเรื่องเพดานหนี้สาธารณะของประเทศไทยในวันนี้เทียบกับหลายประเทศยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่น่ากังวล โดยยุโรปหนี้สาธารณะอยู่ที่ 100% กว่าของจีดีพี หรือเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยก็ไม่ได้สูงกว่าคนอื่น และเรื่องเพดานหนี้สาธารณะต้องหารือกันเพิ่มเติม เพราะมีพัฒนาการใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเช่นกัน” นายเอกนิติ กล่าว

นอกจากนี้ ภายหลังกลับจากการประชุมร่วมกับธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รวมถึงการหารือร่วมกับ 3 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้งหมดเห็นสอดคล้องกันว่า ไม่ได้ติดว่าประเทศไทยจะมีการกู้เงิน หรือไม่กู้เงิน แต่สิ่งที่หน่วยงานทั้งหมดให้ความสำคัญคือ หากมีการกู้เงินแล้วเอาไปทำอะไรมากกว่า ดังนั้นจึงต้องมาหารือกันอย่างละเอียดถึงความจำเป็นในส่วนนี้อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้มอบนโยบายสำคัญในการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตัดงบที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น งบดูแล งบเดินทาง งบก่อสร้างตึกใหม่ที่ไม่จำเป็น เพื่อนำเม็ดเงินเหล่านี้มาใช้ดูแลประชาชนในช่วงวิกฤติเป็นสิ่งแรก ดังนั้นจึงได้ให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งสรุปตัวเลขตรงนี้มาว่าจะสามารถตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นได้เท่าไหร่ เพื่อโอนมาใส่ไว้ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ

“เข้าใจว่าเรื่องนี้ในมุมกฎหมายอาจจะต้องเตรียมตัวไว้ก่อน แต่ในมิติของความจำเป็นในเรื่องนี้จะต้องดู 2 เรื่องควบคู่ ทั้งความจำเป็นเรื่องกฎหมาย และความจำเป็นในการใช้เงิน วันนี้คือต้องสรุปให้ชัดก่อน ต้องดูความสมดุล ความบาลานซ์ทุกมิติ ซึ่งมองว่าการกู้ หรือไม่กู้ไม่สำคัญเท่ากับการกู้แล้วเอาเงินไปทำอะไร และหากกู้ต้องกู้แบบมีกลยุทธ์ โดยได้ให้นโยบายชัดว่าถ้าจะกู้ต้องชัดเจนว่ากู้แล้วเอาไปทำอะไร เช่น กู้ไปดูแลกลุ่มเปราะบาง กู้เอามาช่วยเรื่องช่วยคนให้เปลี่ยนผ่านจากสิ่งที่พึ่งพา เช่น น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยอมรับจากไอเอ็มเอฟ และเวิลด์แบงก์” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.