วิจัยชี้ไทยเสี่ยงร้อนทะลุ 29 องศาฯ เทียบเท่าซาฮาราในปี 2070 กระทบหนักทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ แนะรัฐเร่งปรับโครงสร้างเมืองและลดก๊าซเรือนกระจกด่วน
งานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศหลายฉบับระบุข้อมูลตรงกันว่า ภายในปี 2070 ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดในระดับที่ใกล้เคียงกับทะเลทรายซาฮาร่าในปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนกำลังผลักดันให้หลายพื้นที่ทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าขีดจำกัดที่มนุษย์จะสามารถอยู่อาศัยและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย
อำนวยการโครงการ Climate Connectors ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาอภิปราย โดยอ้างอิงข้อมูลจากบทความของ โอเวน มัลเฮิร์น ในปี 2020 ชื่อ Too Hot To Live: Climate Change In Thailand และงานวิจัยสำคัญในปี 2020 เรื่อง “Future Of The Human Climate Niche” ของ Xu และคณะ
ข้อมูลระบุว่าความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นอาจท้าทายขีดจำกัดการอยู่อาศัยของมนุษย์ ในช่วงเวลาที่บทความดังกล่าวตีพิมพ์ พบว่าปีที่ร้อนที่สุด 19 จาก 20 อันดับแรกล้วนเกิดขึ้นหลังปี 2001 เป็นต้นมา แกนหลักของงานวิจัยนี้คือแนวคิดพื้นที่ภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ (Human climate niche) ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิแคบ ๆ ที่มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายพันปีในการวิวัฒนาการ ตั้งถิ่นฐาน และสร้างอารยธรรม
ในอดีตประชากรมนุษย์ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีประมาณ 11 ถึง 15 องศาเซลเซียส ปัจจุบันผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ร้อนกว่าช่วงอุณหภูมิดังกล่าว แต่สังคมยังคงสามารถปรับตัวรับมือได้
ประเด็นที่น่ากังวลคือ หากอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีพุ่งสูงเกิน 29 องศาเซลเซียส สภาพอากาศลักษณะนี้ปัจจุบันพบได้เพียง 0.8% ของพื้นผิวโลก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทะเลทรายซาฮารา หากแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังอยู่ในระดับสูง พื้นที่อันตรายนี้จะขยายวงกว้าง และทำให้ประชากรราว 1 ใน 3 ของโลกต้องเผชิญกับระดับความร้อนที่เคยพบในเพียงไม่กี่พื้นที่บนโลกเท่านั้น
ประเทศไทยน่ากังวลอย่างยิ่ง ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีของไทยอยู่ที่ประมาณ 26 องศาเซลเซียส ซึ่งเข้าใกล้เขตอันตรายแล้ว การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศระบุว่าภายในช่วงสิ้นศตวรรษนี้ ไทยอาจมีอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีทะลุ 29 องศาเซลเซียส สภาพอากาศโดยเฉลี่ยจะขยับเข้าใกล้สภาพภูมิอากาศแบบทะเลทราย
สิ่งนี้ไม่ได้หมายถึงแค่อากาศที่ร้อนขึ้น แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเข้าสู่ระบบสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตและการเติบโตทางเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมา
สัญญาณเตือนเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี ไทยมักเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ในช่วงคลื่นความร้อนรุนแรงปี 2016 ภาพถ่ายจากดาวเทียมของนาซา (NASA) แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิพื้นผิวดินในบางพื้นที่ของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 12 องศาเซลเซียส
บทความปี 2020 ยังระบุด้วยว่า เมืองกว่า 50 แห่งมีอุณหภูมิเทียบเท่าหรือทำลายสถิติเดิม โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอนวัดอุณหภูมิอากาศได้ถึง 44.6 องศาเซลเซียสในวันที่ 28 เมษายน 2016 ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในไทยช่วงเวลานั้น
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ คลื่นความร้อนในระดับปานกลางในอนาคต อาจมีความรุนแรงเท่ากับคลื่นความร้อนที่อันตรายที่สุดในปัจจุบัน ความร้อนสุดขั้วจะไม่ใช่เรื่องผิดปกติอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ความร้อนที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายด้าน ได้แก่
ด้านสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคติดเชื้อ กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง จะต้องแบกรับภาระหนักที่สุด
ด้านชุมชนชนบท มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษเนื่องจากมักขาดแคลนเครื่องปรับอากาศหรือระบบทำความเย็น
ด้านแรงงานและการเกษตร ประสิทธิภาพการทำงานกลางแจ้งลดลง ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นเพิ่มสูงขึ้น
การใช้ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นที่เพิ่มขึ้นอาจยิ่งซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หากการผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ความร้อนจึงไม่ใช่แค่ภัยคุกคามด้านสาธารณสุข แต่ยังเป็นอุปสรรคระยะยาวต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มความเหลื่อมล้ำ และบั่นทอนความสามารถในการฟื้นตัวของประเทศ
หลายคนมองว่าการใช้เครื่องปรับอากาศคือวิธีเอาตัวรอด แต่วิธีนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การขยายการเข้าถึงระบบทำความเย็นให้ครอบคลุมทั้งประเทศต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ การพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากเกินไปอาจทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกแย่ลงหากไม่มีการปรับปรุงแหล่งพลังงานให้สะอาดขึ้น แม้จะเป็นรูปแบบหนึ่งของการปรับตัว แต่ก็เสี่ยงที่จะทำให้วิกฤตเลวร้ายลงหากไม่ปฏิรูปเชิงระบบควบคู่ไปด้วย
ในประเทศไทย ความร้อนสุดขั้วมีความเชื่อมโยงกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น น้ำท่วมที่เกิดบ่อยและสร้างความเสียหายมากขึ้น รวมถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นซึ่งคุกคามชุมชนชายฝั่งและเขตเศรษฐกิจสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาที่แยกจากกัน แต่เป็นความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศที่ทับซ้อนกัน ทำให้การปรับตัวยากและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
การถกเถียงในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่เรื่องวิธีรับมือกับอากาศร้อน แต่คือคำถามที่ว่า ประเทศไทยจะสามารถออกแบบเมือง ระบบพลังงาน ขีดความสามารถด้านสาธารณสุข และรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ได้เร็วพอที่จะยืนหยัดในสภาพอากาศที่เลวร้ายกว่าเดิมได้หรือไม่ การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่ การวางแผนระยะยาว และความมุ่งมั่นทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม อนาคตยังไม่ถูกกำหนดไว้ตายตัว โอกาสที่ไทยจะร้อนเท่าทะเลทรายซาฮาราไม่ใช่โชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นคำเตือนเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการตัดสินใจในวันนี้ หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงอยู่ในระดับสูง พื้นที่ที่มนุษย์สามารถอยู่อาศัยและทำงานได้อย่างปลอดภัยจะหดตัวลงเรื่อย ๆ และประเทศเขตร้อนอย่างไทยจะอยู่แถวหน้าของผลกระทบนี้
หากเราสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวดเร็ว เร่งปรับตัว และคิดค้นแนวทางการพัฒนาใหม่เพื่อรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้น เรายังสามารถจำกัดผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดได้
ในท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตความร้อนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับอนาคตของชีวิตมนุษย์ และพื้นที่ที่เคยหล่อเลี้ยงอารยธรรมมาอย่างยาวนานจะยังคงทำหน้าที่นั้นต่อไปได้หรือไม่ ในขณะที่เส้นแบ่งขีดจำกัดการอยู่อาศัยค่อย ๆ เลือนลางลงทุกปี
ข้อมูลจาก : straitstimes
ข่าวล่าสุด