‘เอกนิติ’ คอนเฟิร์มแล้วกู้แน่ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท บรรเทาผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจ แต่เสียงแข็งไม่ขยายเพดานหนี้เพิ่ม แจงยังมีช่องว่างกู้ตามกรอบวินัยการคลังอีกเกือบ 8 แสนล้านบาท ระบุถก 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ชี้วิกฤติพลังงานกระทุ้งเงินเฟ้อพุ่ง เคาะจีดีพีปี 69 โตแค่ 1.4% เงินเฟ้อทะยาน 2.9% พร้อมรับนโยบาย ‘อนุทิน’ บี้ส่วนราชการเร่งจัดซื้อจัดจ้าง-ผูกพันงบภายใน 30 เม.ย. ไม่ทันพับเข้า พ.ร.บ.โอนงบทั้งหมด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤติต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงช่องว่างของปีงบประมาณ 2569 และปี 2570 ในช่วงเดือน พ.ค. ไม่เกิน ต.ค. 2569 โดยการกู้เงินจะยังยึดกรอบวินัยการเงินการคลัง จะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทย อยู่ที่ 66% ของจีดีพี โดยในส่วนนี้ยังมีช่องว่างอยู่ราว 4% หรือคิดเป็นวงเงินเกือบ 8 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ภายหลังการหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่าง ๆ ไม่ได้มีความกังวลว่าประเทศไทยจะกู้เงินหรือไม่ จะกู้อย่างไร เนื่องจากวินัยการคลังของไทยดีกว่าประเทศอื่น ๆ มาก สะท้อนจากสัดส่วนหนี้สาธารณะ แต่สิ่งสำคัญ คือ กู้แล้วนำเงินไปทำอะไร โดยยืนยันว่ากลยุทธ์ในการกู้เงินของรัฐบาลครั้งนี้ จะนำเม็ดเงินไปใช้ใน 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. บรรเทา ลดภาระ และช่วยดูแลกลุ่มเปราะบาง และ 2. ช่วยในการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน การลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งไทยใช้น้ำมันและก๊าซสูงสุดในอาเซียน โดยมีการนำเข้าสูงถึง 10% ของจีดีพี
“ที่เห็นตรงกันจากการหารือกับไอเอ็มเอฟ เวิลด์แบงก์ และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือคือ วันนี้ถ้าเราไม่กู้อาจจะอันตรายมากกว่า เพราะจีดีพีหดตัวลง ส่วนหนี้จะสูงขึ้นอยู่ดี แต่สิ่งที่เขาโฟกัสคือ เราจะกู้ไปทำอะไร อย่างไร เพื่อสร้างรายได้ให้จีดีพีเติบโตขึ้นในระยะยาวมากกว่า และจากโครงสร้างตลาดการเงินไทย ที่ตลาดพันธบัตรเราพร้อมมาก เพราะดอกเบี้ยไม่ถึง 3% เราจึงสามารถระดมทุนได้โดยไม่มีปัญหา เบื้องต้นอาจจะดำเนินการผ่านโครงการออมพลัส ซึ่งกำลังเตรียมการกันอยู่ โดยปัจจุบันเรามีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบเยอะมากเกือบ 1 ล้านล้านบาท ตรงนี้เหมือนเป็นการเตรียมกระสุนเอาไว้” นายเอกนิติ กล่าว
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ส่วนราชการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงมีการกำหนดให้ส่วนราชการเร่งกระบวนการซื้อจัดจ้าง และยังไม่ได้ทำสัญญาผูกพันภายในวันที่ 30 เม.ย. 2569 หากไม่ทันจะมีการตัดงบส่วนดังกล่าวและดึงคืนมาทั้งหมด เพื่อมาใส่ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ ซึ่งขณะนี้พบว่ามีตัวเลขเบื้องต้นราว 8 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท
“ใครเบิกจ่ายไม่มีประสิทธิภาพ หากไม่ทันเดตไลน์วันที่ 30 เม.ย. นี้ จะดึงคืนมาทั้งหมด รายจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงาน งบไปต่างประเทศ งบก่อสร้าง จะตัดหมด เพื่อนำมาช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบาง บัตรสวัสดิการ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มรถบรรทุกและรถขนส่ง เพื่อไม่ให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นถูกส่งผ่านไปจนกระทบกับประชาชน เพราะวิกฤติครั้งนี้อาจจะยาวนานกว่าที่คิด” นายเอกนิติ กล่าว
ขณะเดียวกัน ในการประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ เพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจในปี 2570 โดยเห็นตรงกันว่าในปี 2570 แนวโน้มเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก วิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง โดยมีการประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.4% อัตราเงินเฟ้อที่ 2.9% และปี 2570 เศรษฐกิจจะขยายตัว 2.2% อัตราเงินเฟ้อที่ 1.5% แต่ในส่วนของไทยยังคงยืนยันแนวทางการจัดทำงบประมาณตามแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework : MTFF) โดยหลังจากนี้สำนักงบประมาณ จะได้นำสมมุติฐานเศรษฐกิจนี้ไปปรับในการจัดทำแผนงบประมาณปี 2570 ต่อไป
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเดินหน้าในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการลงทุน เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยพึ่งพาต่างชาติ โดยเฉพาะการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เศรษฐกิจไทยจึงได้รับผลกระทบตามไปด้วย แต่หลักวันนี้ จะเน้นการผลักดันการลงทุนในประเทศ ทั้งการลงทุนภาครัฐ-รัฐวิสาหกิจ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายของกองทุนนอกงบประมาณ และการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศให้มากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว คือช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ รักษาการเติบโตที่สมดุล และยังช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศอีกด้วย
สำหรับความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 นั้น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุว่า ยืนยันว่าจะสามารถเปิดลงทะเบียนได้ภายในเดือน พ.ค.นี้ และจะเริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย. 2569 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดของโครงการ โดยเฉพาะแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ ซึ่งมีหลายทางเลือก ส่วนจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ก็ขึ้นอยู่กับวงเงินที่จะใช้ในการดำเนินการด้วย ซึ่งข้อเสนอเบื้องต้นอาจจะดำเนิการเป็นเฟส ๆ แต่รูปแบบโครงการจะเปลี่ยนไป โดยเน้นการเยียวยามากขึ้น
อย่างไรก็ดี นายเอกนิติ ยืนยันว่า รัฐบาลจะมีการขยายเวลาการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 30 ก.ย. 2569 ออกไปอีก 1 ปี เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้ออำนวยในขณะนี้ด้วย