‘พิพัฒน์’ จี้ รฟท.บริหารทรัพย์สินแก้หนี้สะสมเกือบ 3 แสนล้าน
GH News April 29, 2026 07:11 PM

‘พิพัฒน์’ มอบนโยบาย รฟท.ลดภาระค่าครองชีพประชาชน เร่งงานก่อสร้าง–ประมูล–เคลียร์โครงการค้าง พร้อมปลดล็อกบริหารศักยภาพที่ดินทั่วประเทศ ตั้งเป้าดันรายได้สินทรัพย์แตะ 4% ลดพึ่งงบรัฐ เพื่อแก้หนี้สะสมเกือบ 3 แสนล้าน

29 เม.ย. 2569 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลัง ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่า ได้มอบหมายให้การรถไฟฯ เดินหน้าแก้ปัญหาการเดินทางของผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว เพื่อลดภาระค่าของชีพในการเดินทาง เนื่องจากการโดยสารด้วยลดรถไฟ มีค่าโดยสารถูกที่สุด รวมถึงมีความปลอดภัยกว่าการเดินทางรถยนต์ และทางน้ำ

ทั้งนี้ ได้มอบนโยบาย 3 เรื่อง ให้การรถไฟฯ ไปเร่งรัดดำเนินการ คือ 1.ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล Quick Win 1 โดยโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างขอให้ช่วยดำเนินการด้วยความรวดเร็ว 2.เร่งรัดการประกวดราคาโครงการต่างๆ ให้เร็วที่สุด 3. เร่งเสนอโครงการฯ ที่มีความพร้อมดำเนินการของการรถไฟฯ มาที่กระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบโดยเร็วที่สุด

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้คณะกรรมการ (บอร์ด) และผู้บริหารการรถไฟฯ ดำเนินการบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์ที่สุด โดยปัจจุบัน การรถไฟฯ นำสินทรัพย์มาบริหารให้เอกชนเช่าใช้ประโยชน์เพียง 1% เท่านั้น แต่ถ้าหากสามารถใช้ประโยชน์ได้ถึง 4% โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) เช่น บริเวณหัวลำโพง สถานีกลางกรุงกรุงเทพอภิวัฒน์ มักกะสัน ย่านสถานีแม่น้ำ เป็นต้น จะทำให้การรถไฟฯ มีรายได้ และสามารถล้างหนี้สะสมที่ปัจจุบัน มีมูลค่าสูงถึงกว่า 3 แสนล้านบาทได้ โดยจะทำให้การรถไฟฯ มีผลการดำเนินงานถึงจุดคุ้มทุน และไม่ต้องเสนอขอรับการอุดหนุนจากรัฐบาลอีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้การรถไฟฯ วางแผนการใช้ประโยชน์จากโครงการรถไฟทางคู่ ที่คาดว่า จะแล้วเสร็จและครบทั้งหมด ภายในไม่เกิน 6 ปีนับจากนี้ โดยพิจารณาเปิดโอกาสให้เอกชนมาเช่าใช้รางรถไฟในส่วนที่เหลือจากการใช้รางของการรถไฟฯ ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เพื่อสร้างรายได้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน พบว่ามีเอกชนหลายรายให้ความสนใจ โดยหากสามารถดำเนินการได้ทั้งหมดข้างต้น จะทำให้การรถไฟฯ จากรัฐวิสาหกิจที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน สามารถทำกำไรให้กับประเทศได้

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ได้ยื่นคำขาดต่อบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด(กลุ่มซีพี) ผู้รับสัมปทานโครงการฯ ในการหารือนอกรอบอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่า จะไม่แก้ไขสัญญาตามข้อเสนอของเอกชน ต้องดำเนินงานตามเงื่อนไขในสัญญาเดิมคือ สร้างเสร็จแล้วรัฐจึงทยอยจ่ายคืนค่าก่อสร้าง ส่วนค่าบริหารสิทธิรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ก็ต้องจ่ายให้ครบรวดเดียว ไม่มีการแบ่งจ่ายเป็น 7 งวด อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีประเด็นเรื่องความผันผวนของราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ค่าวัสดุก่อสร้าง และค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งเอกชนสามารถบอกเลิกสัญญาตามมาตรการเยียวยาช่วงวิกฤตน้ำมัน ของกรมบัญชีกลางได้ ดังนั้นหากผู้รับสัมปทานแจ้งว่าดำเนินการไม่ไหว ก็สามารถบอกเลิกสัญญาได้

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้เร่งให้เสนอโครงการรถไฟทางคู่ ระยะ(เฟส)ที่ 2 ทั้ง 6 เส้นทางต่อ ครม. เบื้องต้นได้รับรายงานว่า รฟท. ตั้งเป้าหมายเปิดประมูล 3 เส้นทาง สายใต้ในปี 2569 ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร(กม.) วงเงิน 30,422 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท ส่วนอีก 3 เส้นทางที่เหลือ จะเปิดประมูลภายในปี 2570 ได้แก่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143 ล้านบาท, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095 ล้านบาท และช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222 ล้านบาท

ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ กล่าวว่า ปัจจุบันการรถไฟฯ ได้ให้สิทธิ์การเช้าที่ดินกับบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) โดยในปี 2569 SRTA ได้เสนอขอเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ รวม 10 แปลง มูลค่าที่ดินแต่ละแปลงเกิน 500 ล้านบาทต่อแปลง เช่น ย่านสถานีแม่น้ำ, สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ แปลง A และแปลง E, บริเวณหัวมุม อตก. เป็นต้น นอกจากนี้ ในส่วนของปี 2570 นั้น SRTA อยู่ระหว่างการจัดทำแผนขอเช่าพื้นที่เสนอมายังการรถไฟฯ

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.