นิคมฯ“หลักชัยเมืองยาง” อัด 1 หมื่นล้านผลิตไฟฟ้าสะอาด ดึง FDI เข้าไทย
May 28, 2026 04:31 PM

ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่อย่าง Data Center, EV และ AI ที่ต้องการพลังงานสะอาดจำนวนมหาศาล การพัฒนา “นิคมอุตสาหกรรมสีเขียว” กำลังกลายเป็นแต้มต่อสำคัญของประเทศไทยในการรักษาความสามารถแข่งขันบนเวทีโลก

นายหลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันพลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงทางเลือกของภาคอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขเพื่อความอยู่รอด ของประเทศไทยในอนาคต เนื่องจากโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่การลดคาร์บอนอย่างจริงจัง ขณะที่ประเทศคู่ค้าก็เพิ่มมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้มองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญด้านศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์จากความเข้มของแสงแดดที่สูงกว่าหลายประเทศ รวมถึงจีน หากสามารถนำจุดแข็งดังกล่าวมาต่อยอดพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว หรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์(Zero Emission) ได้ จะกลายเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้พลังงานสูงอย่างดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส

“ตอนนี้ลูกค้าทั่วโลกให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้น เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของสินค้า หากนิคมสามารถผลิตไฟฟ้าสีเขียวได้จริง จะช่วยให้ลูกค้าส่งออกสินค้าได้ง่ายขึ้นและแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น” นายหลักชัย กล่าว

 

นิคมฯ“หลักชัยเมืองยาง” อัด 1 หมื่นล้านผลิตไฟฟ้าสะอาด ดึง FDI เข้าไทย

ลุยเริ่มต้น 20 เมกะวัตต์ โซลาร์บนหลังคา-โซลาร์ลอยน้ำ

สำหรับความคืบหน้าการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วประมาณ 20 เมกะวัตต์ เป็นโครงการโซลาร์เซลล์ทั้งหมด ทั้งในรูปแบบติดตั้งบนหลังคา (Rooftop) และโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) ซึ่งแล้วเสร็จตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี เป้าหมายใหญ่ของบริษัทคือการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาดให้ได้ 500 เมกะวัตต์ ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ผ่านการลงทุนทั้งโซลาร์บนพื้นดิน (Ground-mounted solar) และพลังงานลม ซึ่งคาดหวังกำลังการผลิตจากพลังงานลมไว้ประมาณ 120 เมกะวัตต์


ร่วมทุนพันธมิตรต่างชาติลงขัน 1 หมื่นล้าน

นายหลักชัยระบุว่า การลงทุนดังกล่าวจะใช้เม็ดเงินรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราว 20 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ โดยเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติจากจีน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ซึ่งบางส่วนเป็นลูกค้าในนิคมที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวอยู่แล้ว ซึ่งในด้านโครงสร้างเงินทุน บริษัทวางสัดส่วนการกู้เงินจากต่างประเทศไว้ประมาณ 75% และในประเทศ 25% เนื่องจากสถาบันการเงินต่างประเทศให้ความสำคัญกับธุรกิจพลังงานสะอาดสูง และมองว่าเป็นธุรกิจที่มีรายได้มั่นคงในระยะยาว

นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมแล้ว บริษัทมีแผนพัฒนาไฟฟ้าจากชีวมวล (Biomass) ควบคู่กันไป โดยใช้วัสดุเหลือใช้จากยางพาราในพื้นที่เป็นเชื้อเพลิง เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในท้องถิ่นและสร้างระบบพลังงานสะอาดแบบครบวงจร โดยจะไม่ใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า

นายหลักชัยกล่าวว่า สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการคือการปลดล็อกข้อจำกัดด้านโครงสร้างพลังงาน โดยเฉพาะการเปิดให้เอกชนสามารถใช้ระบบสายส่งไฟฟ้า (Wheeling Charge) และการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA ได้อย่างเสรีมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าสะอาด“รัฐไม่ควรผูกขาด แต่ควรเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ของไทย เพราะจะช่วยสร้างรายได้ กระจายโอกาส และลดปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว”

พื้นฐานพลังงานปัจจัยสำคัญดึงลงทุนใหม่

นายหลักชัย กล่าวอีกว่า การเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาฐานการลงทุนใหม่ของไทย โดยเฉพาะกลุ่ม EV, AI และ Data Center ที่ต้องการทั้งไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอในไตรมาสแรกปี 2569 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1.01 ล้านล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นกิจการด้านดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์เซอร์วิส มูลค่ากว่า 8.7 แสนล้านบาท“หากไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานช้า การลงทุนอาจชะลอตัวหรือย้ายไปประเทศอื่น และเมื่อเขาย้ายไปแล้วก็อาจไม่กลับมาอีก นี่คือโอกาสสำคัญที่รัฐบาลและการไฟฟ้าต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ” นายหลักชัย กล่าวย้ำ

สำหรับงบประมาณ 2 แสนล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินของรัฐบาลที่เตรียมใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน นายหลักชัยเสนอว่า ควรเน้นสนับสนุนภาคประชาชนและ SME ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan เพื่อให้สามารถลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและระบบพลังงานทดแทนได้ เพราะกลุ่มทุนขนาดใหญ่มีช่องทางระดมทุนของตนเองอยู่แล้ว และเงินก้อนนี้ควรกระจายลงถึงระดับครัวเรือนให้มากที่สุด เพื่อสร้างประโยชน์ทั่วประเทศ เพิ่มกำลังซื้อ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.