กบง. ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ต่อ 2 เดือน อยู่ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม
GH News May 28, 2026 08:10 PM

กบง. ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ต่อ 2 เดือนตั้งแต่ 1 มิ.ย. ถึงวันที่ 31 ก.ค. 2569 อยู่ที่ประมาณ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม แม้ราคา LPG ตลาดโลกยังผันผวน แต่หวังลดภาระค่าครองชีพประชาชน พร้อมคงสัดส่วนดีเซลบี7 ลดนำเข้าน้ำมันดิบ

28 พ.ค. 2569 – นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่ส ที่ประชุม กบง. ได้พิจารณา 2 เรื่องหลัก เรื่องที่ 1 ทบทวนการกำหนดราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เนื่องจากมาตรการตรึงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นก๊าซ LPG ที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ประมาณ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 พ.ค. 2569 โดยที่ประชุมได้พิจารณาปัจจัยสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา–อิสราเอล และอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาก๊าซ LPG ตลาดโลกมีความผันผวนและอยู่ในระดับสูง โดยราคาก๊าซ LPG ตลาดโลก (CP) ในเดือนมี.ค. 2569 ถึงเดือนพ.ค. 2569 เพิ่มขึ้นประมาณ 232.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน หรือคิดเป็น 43% จาก 542.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในเดือนมี.ค. 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 775.00 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน

ล่าสุดราคาก๊าซ LPG นำเข้ารวมค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ณ วันที่ 19 พ.ค. 2569 อยู่ที่ 918 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เทียบได้กับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ที่ประมาณ 467 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ขณะที่ราคาขายปลีกในประเทศอยู่ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงบัญชีก๊าซ LPG ยังคงติดลบสูงถึง 38,649 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจมีความเปราะบางจากสถานการณ์พลังงานโลก ที่ประชุม กบง. จึงมีมติให้คงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นก๊าซ LPG ที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ประมาณ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ต่อไปอีก 2 เดือน โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 ถึงวันที่ 31 ก.ค. 2569

“แม้ราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง และส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องรับภาระต่อเนื่อง แต่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะภาคครัวเรือน จึงเห็นควรคงราคาขายปลีก LPG ขนาดถัง 15 กิโลกรัม ไว้ที่ประมาณ 423 บาทต่อถัง ออกไปอีก 2 เดือน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังมีความผันผวน” นายเอกนัฏ กล่าว

เรื่องที่ 2 พิจารณาการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว โดยที่ประชุมมีมติคงสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วไว้ที่ บี7 โดยให้มีผลบังคับใช้ 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. 2569 ถึงวันที่ 13 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ช่วยบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มภายในประเทศ และรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก

“การใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 7 จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้ราว 1.37 ล้านลิตรต่อวัน หรือประมาณ 41 ล้านลิตรต่อเดือน ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน และส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกันยังช่วยรองรับการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ภายในประเทศในช่วงที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นด้วย คาดว่าจะดูดซับผลผลิต CPO ได้มากกว่ากรณี บี5 ประมาณ 0.34 แสนตันต่อเดือน ซึ่งจะช่วยรักษาสมดุลน้ำมันปาล์มภายในประเทศและช่วยพยุงเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันให้แก่เกษตรกร” นายเอกนัฏ กล่าว

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.