สสว. ยอมรับสถานการณ์ SME ไทยน่าเป็นห่วงจากกำลังซื้อหด สินค้าต่างชาติทะลัก และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) รับมือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก หลังพบผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหายอดขายลดลง ต้นทุนสูงขึ้น และการแข่งขันรุนแรงจากสินค้านำเข้าราคาถูก ขณะที่หลายธุรกิจมีสายป่านเหลือไม่เกิน 6 เดือน
นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า สถานการณ์ของ SME ไทยอยู่ในช่วงที่ค่อนข้างเหนื่อย และ สสว. ติดตามปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โดยปีนี้มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ
นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
SME เจอศึกหลายด้าน กำลังซื้อหด-สินค้าต่างชาติทะลัก
นายวรพจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากยังพอมีรายได้จากการขายสินค้า แต่การดำเนินธุรกิจทำได้ยากขึ้นอย่างมาก เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว ประกอบกับการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ SME หลายรายเริ่มเผชิญภาวะไปต่อได้ยาก“ปัญหาของ SME วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทุน แต่คือการขายสินค้าให้ได้ หากมีรายได้เข้ามา ธุรกิจก็ยังเดินหน้าต่อได้” นายวรพจน์กล่าว
เดินหน้า “SME ปัง ตังค์ได้คืน” ช่วยลดต้นทุนธุรกิจ
เพื่อบรรเทาผลกระทบ สสว. ได้ดำเนินโครงการ “SME ปัง ตังค์ได้คืน” ซึ่งเป็นมาตรการช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจในลักษณะร่วมจ่าย (Co-payment)
ตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตหรือมาตรฐานต่าง ๆ เช่น อย. หากมีค่าใช้จ่าย 10,000 บาท สสว. จะสนับสนุนครึ่งหนึ่ง หรือ 5,000 บาท รวมถึงการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการออกบูธและเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะงานสำคัญอย่าง THAIFEX ที่มีต้นทุนค่อนข้างสูงสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
นายวรพจน์ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวดำเนินการมาแล้ว 2-3 ปี และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการ เนื่องจากช่วยลดภาระต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม
เร่งรวมใบอนุญาตไว้จุดเดียว ดัน SME เข้าถึงบริการออนไลน์
นอกจากนี้ สสว. ยังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบบูรณาการใบอนุญาตภาครัฐให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ผ่านช่องทางเดียว โดยเชื่อมโยงกับระบบ Biz Portal เพื่ออำนวยความสะดวกในการขออนุญาตและลดความยุ่งยากในการดำเนินธุรกิจ
“ผู้ประกอบการจะสามารถเข้ามาที่ สสว. และตรวจสอบได้ทันทีว่าธุรกิจของตนต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง พร้อมยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ได้ในจุดเดียว” นายวรพจน์กล่าว
ช่วยเปิดตลาดใน-ต่างประเทศ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้
ในด้านการขยายตลาด สสว. ยังคงให้การสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางการค้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่มีต้นทุนสูงกว่าการทำตลาดในประเทศหลายเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม สสว. จะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมก่อนเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งบประมาณ และเพิ่มโอกาสในการได้รับคำสั่งซื้อในอนาคต
เตรียมลดต้นทุนขายออนไลน์ รับมือสินค้าราคาถูก
นายวรพจน์ กล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซ ซึ่งแม้ผู้ประกอบการจะสามารถขายสินค้าได้จำนวนมาก แต่กลับมีต้นทุนค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มในระดับสูง ส่งผลให้กำไรลดลง
ปัจจุบัน สสว. อยู่ระหว่างหารือกับหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงพาณิชย์ และไปรษณีย์ไทย เพื่อพัฒนาช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยมีเป้าหมายลดต้นทุนค่าบริการให้ต่ำกว่าแพลตฟอร์มทั่วไป และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูก
ดัน SME เข้าระบบ ชี้อยู่นอกระบบไม่มีทางเติบโต
สำหรับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ นายวรพจน์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมี SME อย่างเป็นทางการประมาณ 3.2 ล้านราย แต่มีเพียงราว 10% ที่เข้ามาใช้บริการภาครัฐ
สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลเกี่ยวกับภาระต้นทุนและข้อกำหนดทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สสว. มองว่าการอยู่นอกระบบอาจทำให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถเติบโตในระยะยาวได้ เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ ของภาครัฐ
ทั้งนี้ สสว. อยู่ระหว่างศึกษามาตรการช่วยแบ่งเบาต้นทุนแฝง เช่น ค่าใช้จ่ายด้านบัญชีและผู้สอบบัญชี เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้น
ชู “SME ฮีโร่” สื่อสารแทนภาครัฐ
นายวรพจน์ ยอมรับว่า หนึ่งในจุดอ่อนของหน่วยงานภาครัฐคือการสื่อสาร ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่รับรู้สิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ ดังนั้น สสว. จึงเตรียมใช้แนวทางสื่อสารรูปแบบใหม่ โดยดึงผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะ “SME ฮีโร่” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาใช้บริการภาครัฐมากขึ้น
สสว. ชี้สายป่าน SME เหลือไม่เกิน 6 เดือน
นายวรพจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ภารกิจสำคัญของ สสว. ในขณะนี้คือการช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประคองธุรกิจให้อยู่รอดในช่วงวิกฤต พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดตลาดใหม่และธุรกิจใหม่ในอนาคต
แม้ผลการศึกษาสายป่านทางการเงินของ SME ยังไม่แล้วเสร็จ แต่จากข้อมูลเบื้องต้นและประสบการณ์ที่ได้รับจากผู้ประกอบการ พบว่าหลายธุรกิจมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจได้ไม่เกิน 6 เดือน หากสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว“ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือทำอย่างไรให้ SME รอดผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ก่อน” นายวรพจน์ กล่าว
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,207 วันที่ 7 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569