เรื่องราวความรักของคีเลียน เอ็มบัปเป้กับฟุตบอลโลก: เวลาที่เหมาะสมที่สุดมาถึงแล้วสำหรับไอคอนทีมชาติฝรั่งเศส หลังจากฤดูกาลอันน่าผิดหวังกับเรอัล มาดริด
ชาญชัย รัตนพงษ์ June 07, 2026 10:10 PM

เป็นเรื่องน่าแปลกที่กระแสรอบตัว คีเลียน เอ็มบัปเป้ ดูจะไม่คึกคักเท่าที่ควร ทั้งที่การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่เรื่องนี้อาจอธิบายได้จากฤดูกาลที่ไม่น่าจดจำของเขากับ เรอัล มาดริด เอ็มบัปเป้คงรู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่ได้หลุดพ้นจากแรงกดดันมหาศาลในถิ่นซานติอาโก เบร์นาเบว หลังจากกลายเป็นคนที่ไม่เป็นที่ต้องการในช่วงท้ายฤดูกาล และตอนนี้เขาสามารถหันมามุ่งมั่นสร้างประวัติศาสตร์กับทีมชาติฝรั่งเศสในทวีปอเมริกาเหนือได้เต็มที่

เอ็มบัปเป้เข้าสู่ทัวร์นาเมนต์นี้หลังจากฤดูกาลที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วน แม้จะยังคงยิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้อีกครั้ง และยังกลายเป็นบุคคลที่แฟนบอลและผู้บริหารของมาดริดต่างไม่ปลื้ม หลังฤดูกาลของทีมพังทลายท่ามกลางดราม่าภายในสโมสร

เมื่อพ้นจากแรงจับตาที่ร้อนแรงของหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดในโลกแล้ว แข้งวัย 27 ปี สามารถหันมาให้ความสำคัญกับภารกิจของทีมชาติฝรั่งเศส ที่ต้องการทวงบัลลังก์แชมป์โลกคืนหลังจากพ่ายในรอบชิงชนะเลิศปี 2022 และแน่นอนว่าเขาคงตั้งใจพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นอีกครั้งถึงศักยภาพอันแท้จริงของเขาในสนาม

หลังจากฤดูกาลที่ไม่น่าจดจำในมาดริด เอ็มบัปเป้จะมุ่งหน้าสร้างประวัติศาสตร์อีกบทในอเมริกาเหนือ และคงไม่มีใครกล้าเดิมพันกับการที่เขาจะทำไม่สำเร็จ

ทำหน้าที่ของตัวเอง

เป็นเรื่องแปลกที่กระแสรอบตัวเอ็มบัปเป้กลับเงียบลง ทั้งที่เวลาใกล้เตะฟุตบอลโลก แม้ว่าฤดูกาลของมาดริดจะถือว่าล้มเหลวตามมาตรฐานของพวกเขา แต่แนวรุกชาวฝรั่งเศสก็ยังทำผลงานได้ดีในส่วนของตัวเอง

เอ็มบัปเป้มาถึงทัวร์นาเมนต์หลังจากฤดูกาลที่เขายังคงร้อนแรง ยิงทะลุ 40 ประตูอีกครั้ง โดยทำได้ 25 ลูกในลาลีกา และอีก 17 ประตูรวมจากยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และโคปา เดล เรย์

อย่างไรก็ตาม หลังจากครึ่งแรกของฤดูกาล 2025-26 ที่ยอดเยี่ยม เขากลับฟอร์มตกในช่วงครึ่งหลัง ยิงได้เพียง 4 ประตูตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิ้นฤดูกาล ท่ามกลางปัญหาอาการบาดเจ็บ ความขัดแย้งนอกสนาม และกระแสข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโค้ชชั่วคราว อัลบาโร อาร์เบลัว

ไร้ถ้วยรางวัล

อาจพูดได้ว่า การที่เอ็มบัปเป้ไม่สามารถทำผลงานได้ดีในช่วงสำคัญของฤดูกาล ส่งผลเสียต่อมาดริดอย่างมาก เพราะมันทำให้เขาต้องเจอฤดูกาลที่สองติดต่อกันโดยไร้แชมป์ นับตั้งแต่ย้ายจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง มาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัวในปี 2024

หลังการปลด ชาบี อลอนโซ่ ทีมเรอัล มาดริดตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึกโคปา เดล เรย์ โดยพ่ายให้กับ อัลบาเซเต้ ทีมรองบ่อน และยังพ่ายให้กับ บาเยิร์น มิวนิก ที่เหนือชั้นกว่าในรอบก่อนรองชนะเลิศของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก แม้เอ็มบัปเป้จะยิงได้ทั้งสองนัด

ความผิดหวังยังเพิ่มขึ้นเมื่อพวกเขาแพ้ให้กับ บาร์เซโลนา ในศึกเอล กลาซิโก เดือนพฤษภาคม ส่งผลให้พลาดแชมป์ลาลีกา และจบฤดูกาลตามหลังทีมของ ฮันซี่ ฟลิค ถึง 8 คะแนน

ในระดับส่วนตัว เอ็มบัปเป้ยังต้องเห็นอดีตต้นสังกัด ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ซึ่งเป็นถ้วยที่เขาเคยใฝ่ฝันอยากได้เมื่อย้ายออกจากทีม

ท่ามกลางดราม่า

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรอัล มาดริด ถ้าฤดูกาลที่ล้มเหลวไม่มาพร้อมกับดราม่านอกสนาม และเอ็มบัปเป้ก็กลายเป็นศูนย์กลางของเรื่องนั้นหลายครั้ง โดยถึงขั้นถูกแฟนบอลโห่ในช่วงท้ายฤดูกาล

ตามรายงานของ The Athletic แข้งวัย 27 ปี มีปากเสียงอย่างรุนแรงกับหนึ่งในสตาฟฟ์ของทีมก่อนเกมพบ เรอัล เบติส ช่วงปลายเดือนเมษายน หลังถูกกล่าวหาว่าใช้คำพูดไม่เหมาะสมใส่โค้ชรายหนึ่งในระหว่างเกมซ้อม เหตุการณ์นี้สะท้อนบรรยากาศที่เป็นพิษของสโมสรในช่วงเวลานั้น

ต่อมา เอ็มบัปเป้ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อแฮมสตริงในเกมกับเบติส แต่แทนที่จะพักฟื้นที่ศูนย์ฝึกวาลเดเบบาส เขากลับเลือกไปพักผ่อนที่เกาะซาร์ดิเนียกับแฟนสาว เอสแตร์ เอ็กซ์โพซิโต นักแสดงชื่อดังชาวสเปน และถูกถ่ายภาพบนเรือยอชต์ในเวลาเดียวกับที่มาดริดลงเตะกับเอสปันญอลในลาลีกา

การตัดสินใจดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งภายในและภายนอกสโมสร แม้อาร์เบลัวจะออกมาปกป้องลูกทีม แต่ก็มีการล่ารายชื่อขับไล่ “Mbappe out” ทางออนไลน์ซึ่งกลายเป็นไวรัล รวบรวมได้กว่า 12 ล้านชื่อในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง และพุ่งทะลุ 70 ล้านในที่สุด

เอ็มบัปเป้พลาดลงเล่นในเกมเอล กลาซิโก นัดที่เรอัล มาดริด มอบแชมป์ให้บาร์ซา โดยอ้างว่าไม่ฟิตพอ และขอไม่ร่วมซ้อมกับผู้เล่นสำรองเนื่องจาก “รู้สึกไม่สบายตัว” ก่อนจะกลับมามีชื่อบนม้านั่งสำรองในเกมพบ เรอัล โอเบียโด กลางเดือนพฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม เขากลับพูดกับสื่อหลังเกมโดยยืนยันว่า “ผมฟิตเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์” และเผยว่าไม่ได้ลงตัวจริงเพราะอาร์เบลัวบอกว่าเขาเป็น “กองหน้าตัวเลือกอันดับสี่” ซึ่งต่อมามีรายงานว่า ความไม่พอใจของเอ็มบัปเป้มาจากการปลดอลอนโซ่

อาร์เบลัวรีบชี้แจงในงานแถลงข่าวว่า “เขาอาจเข้าใจผิด ผมไม่เคยบอกว่าเขาเป็นกองหน้าตัวที่สี่ นักเตะที่เมื่อสี่วันก่อนยังไม่ฟิตพอจะมีชื่อบนม้านั่งสำรอง ไม่ควรลงเป็นตัวจริงในวันนี้”

ในเวลานั้น The Athletic รายงานว่ามี “ความผิดหวังที่เพิ่มขึ้น” ต่อเอ็มบัปเป้ “ตั้งแต่ในห้องแต่งตัวไปจนถึงบอร์ดบริหาร” ซึ่งทีมงานของเขาได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า “เสียงวิจารณ์ส่วนหนึ่งเป็นการตีความเกินจริงเกี่ยวกับกระบวนการฟื้นฟูร่างกายที่อยู่ภายใต้การดูแลของสโมสร และไม่ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในแต่ละวันของคีเลียนต่อทีม”

หลุดพ้นจากเสียงโห่

เอ็มบัปเป้เป็นหนึ่งในนักเตะมาดริดที่ถูกแฟนบอลในซานติอาโก เบร์นาเบว โห่ใส่ในเกมพบโอเบียโด ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากทีมพลาดแชมป์ให้บาร์เซโลนา และมีข่าวการทะเลาะกันในห้องแต่งตัวระหว่าง โอเรเลียง ชูอาเมนี กับ เฟเดริโก้ วัลเวร์เด

มีรายงานว่า เอ็มบัปเป้เองก็อยากหลีกเลี่ยงการลงเล่นในสองเกมเหย้าสุดท้ายเพื่อไม่ต้องเจอเสียงโห่จากแฟนบอล แต่สุดท้ายเขาก็ได้ลงสนามทั้งในเกมกับโอเบียโดและ แอธเลติก คลับ โดยยิงประตูได้ในเกมสุดท้ายของฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม เอ็มบัปเป้คงรู้สึกโล่งใจที่ฤดูกาลอันสับสนวุ่นวายได้ผ่านพ้นไป และตอนนี้เขาสามารถหันมาจดจ่อกับรายการโปรดของเขาอย่างฟุตบอลโลก แม้ว่าผลกระทบจากฤดูกาลที่ย่ำแย่นี้จะยังคงต้องรอดูกันต่อไป

เอ็มบัปเป้เคยกล่าวในช่วงพักเบรกทีมชาติเดือนมีนาคมว่า การเตรียมตัวที่ดีในระดับสโมสรคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ “นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องถกเถียง ผมเล่นฟุตบอลโลกมาแล้วสองครั้ง ผมได้แชมป์หนึ่งครั้ง และเข้าชิงอีกครั้งหนึ่ง” เขากล่าว “ผมเตรียมตัวอย่างไร? ก็ด้วยการลงเล่นทุกนัดกับสโมสรของผม”

ไอคอนฟุตบอลโลก

เอ็มบัปเป้กำลังตั้งตารอฟุตบอลโลกครั้งนี้ ไม่เพียงเพราะฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในทีมเต็งแชมป์เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสส่วนตัวที่เขาจะสร้างสถิติใหม่ เพื่อยืนยันสถานะของเขาในฐานะหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของทัวร์นาเมนต์นี้

เขาเคยเลียนแบบความสำเร็จของ เปเล่ ด้วยการพาฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกในปี 2018 ด้วยวัยเพียง 19 ปี โดยยิงได้ 4 ประตูในรัสเซีย และยังคงร้อนแรงในปี 2022 ที่กาตาร์ ยิงได้ถึง 8 ประตู รวมถึงแฮตทริกในรอบชิงชนะเลิศที่ดวลกับอาร์เจนตินา

ในซัมเมอร์นี้ เอ็มบัปเป้มีเป้าหมายจะสร้างประวัติศาสตร์เพิ่มอีก เขาต้องการทำลายสถิติผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติฝรั่งเศส โดยตอนนี้มีเพียง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ยิงมากกว่าเขาอยู่หนึ่งประตู (ชิรูด์ 56 ประตู) และยังมีโอกาสแซง จุสต์ ฟงแตน (13 ประตู) เพื่อเป็นดาวซัลโวสูงสุดของฝรั่งเศสในฟุตบอลโลก

นอกจากนี้ ยังมีภารกิจใหญ่ในการลุ้นทำลายสถิติผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก ทั้งเอ็มบัปเป้ (12 ประตู) และ ลิโอเนล เมสซี่ (13 ประตู) ต่างก็เข้าใกล้สถิติของ มิโรสลาฟ โคลเซ่ ที่ทำไว้ 16 ลูกให้กับเยอรมนี และหากเขาได้ลงเล่นฟุตบอลโลกอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ก็มีโอกาสสูงที่เอ็มบัปเป้จะกลายเป็นเจ้าของสถิติใหม่

“สุดยอดสำหรับตำนานของผม”

แม้จะมีเสียงวิจารณ์รอบด้าน แต่เอ็มบัปเป้ก็ไม่ปล่อยให้โอกาสในซัมเมอร์นี้หลุดลอยไป เขามุ่งมั่นที่จะสร้างประวัติศาสตร์ทั้งในนามทีมชาติและส่วนตัว

“ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้เป็นตัวแทนประเทศของคุณ คุณจะได้เป็นส่วนหนึ่งของนักฟุตบอลระดับโลก” เขาให้สัมภาษณ์กับ Vanity Fair “มันยากนะ ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ทุกคนคาดหวังให้เราสร้างปาฏิหาริย์ แต่ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในสนามจริง คุณไม่จำเป็นต้องเล่นเกมก่อนจะเริ่มเกม”

“ผมเป็นกัปตันทีม มันแตกต่างออกไป มันคือความรับผิดชอบใหม่ แต่ผมพร้อมสำหรับสิ่งนั้น พร้อมจะนำทีมไปสู่เวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และหวังว่าเราจะได้กลับไปฉลองถ้วยแชมป์ที่ปารีส บนถนนช็องเซลีเซ่”

“เวลาลงเล่น คุณจะไม่คิดถึงเรื่องมรดกหรือชื่อเสียง คุณคิดถึงการทำผลงาน และการพาถ้วยกลับบ้าน ถ้าเราชนะ และผมชนะ มันจะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับตำนานของประเทศ และสำหรับตำนานของผมเองอย่างแน่นอน”

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.