‘บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC’ ประเมินอุตสาหกรรมยาไทยช่วงปี 2568-2570 เติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี โดยมีโมเมนตัมโดดเด่นในครึ่งปีหลัง 2569 จากแรงหนุนของสังคมสูงวัย กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และกระแสดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่รวม 15 รายการ (SKUs) ปูพรมยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง พร้อมวางระบบบริหารซัพพลายเชนและต้นทุนวัตถุดิบตัวยาสำคัญ (API) รับมือความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ มั่นใจหนุนรายได้รวมปี 2569 เติบโตตามเป้า
ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์และอื่นๆ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยาของประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2568-2570 มูลค่าตลาดยาในประเทศจะเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ซึ่งโครงสร้างอุตสาหกรรมราว 90% เป็นการผลิตยาสามัญ (Generic Drug) เพื่อการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก และมีช่องทางกระจายยาผ่านโรงพยาบาลคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% ของมูลค่าทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความก้าวหน้าของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมประชากรเกือบทั้งประเทศ ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น
สำหรับปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อการเติบโตในครึ่งปีหลังของปี 2569 มาจากการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความต้องการยาและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และข้อเสื่อม ประกอบกับการขยายตัวของงบประมาณด้านสาธารณสุขผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ การเติบโตของตลาดยาเฉพาะทาง (Specialty Drugs)
ทั้งยารักษามะเร็ง โรคภูมิคุ้มกัน โรคหายาก และชีววัตถุ (Biologics) ที่มีมูลค่าต่อหน่วยสูง รวมถึงกระแสรักสุขภาพที่ส่งผลดีต่อกลุ่มยาที่ซื้อได้เอง (OTC) วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การขยายช่องทางดิจิทัล เช่น Telemedicine และ Online Pharmacy ตลอดจน Medical Tourism และนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนการผลิตยาภายในประเทศ
ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BLC กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯ มีแผนทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องรวม 15 รายการ (SKUs) ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ยาสามัญใหม่ 1 รายการ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร 4 รายการ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง 4 รายการ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 6 รายการ โดยไฮไลต์สำคัญคือยาสามัญใหม่ ซึ่งเตรียมวางจำหน่ายในไตรมาส 4 ของปีนี้
สอดรับกับแนวโน้มความต้องการยาในกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทฯ มั่นใจว่าการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในหลากหลายกลุ่มจะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยผลักดันรายได้รวมปี 2569 ให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ทั้งคำสั่งซื้อที่ดำเนินการแล้วซึ่งทยอยรับมอบอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพของต้นทุนและระดับสินค้าคงคลัง และคำสั่งซื้อที่อยู่ระหว่างการส่งมอบที่ยังเป็นไปตามแผน พร้อมติดตามสถานการณ์ด้านราคาและความพร้อมของสินค้าอย่างใกล้ชิด
สำหรับวัตถุดิบกลุ่ม API ที่นำเข้าหลักจากประเทศจีนและอินเดีย แม้เส้นทางการขนส่งจะไม่ได้ผ่านพื้นที่ขัดแย้งโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งค่าระวางขนส่ง ค่าประกันภัย และบรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติก อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้เริ่มเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Packaging) ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ทุติยภูมิที่ไม่สัมผัสผลิตภัณฑ์โดยตรง
การผลิตยา ของบริษัท BLC
อาทิ การเปลี่ยนมาใช้กระดาษที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล และการเคลือบผิวด้วยสารที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลายแทนพลาสติกหรือสารเคมีที่เป็นอันตราย เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายด้าน ESG อย่างเป็นรูปธรรม
ด้านการกระจายสินค้า บริษัทฯ ได้มอบหมายให้ Zuellig Pharma ผู้เชี่ยวชาญระดับสากลเข้ามาดูแลช่องทางจำหน่ายผ่านโรงพยาบาลทั้งหมด ขณะที่ช่องทางร้านขายยาจะจัดส่งร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้การส่งมอบสินค้าดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่สะดุด
ส่วนปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยน การที่เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลบวกเล็กน้อยต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบบางส่วนที่อ้างอิงสกุลเงิน USD โดยบริษัทฯ ได้บริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพิจารณาใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อควบคุมผลกระทบต่อต้นทุนให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
เครืองจักรผลิตยาและวิธีการผลิตยา ของบริษัท BLC
สำหรับแนวทางรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในภาวะที่ต้นทุนรอบด้านปรับตัวสูงขึ้น บริษัทฯ ใช้กลยุทธ์ปรับพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ โดยเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ สะท้อนจากต้นทุนทางการเงินในปีที่ผ่านมาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 41.9% จากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและการทยอยชำระคืนเงินกู้ยืม
“แม้อุตสาหกรรมยาไทยจะอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่ต้องเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายเชิงโครงสร้าง แต่เราเชื่อมั่นว่าด้วยจุดแข็งด้านงานวิจัยและพัฒนา การบริหารห่วงโซ่อุปทานที่รัดกุม และการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้รายได้รวมของ BLC ในปี 2569 เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้”