การพบกันระหว่างทีมชาติเนเธอร์แลนด์และทีมชาติญี่ปุ่นจบลงแบบไร้ผู้ชนะ หลังเสมอกัน 2-2 ในนัดเปิดสนามกลุ่ม F ของศึกฟุตบอลโลก 2026
การแข่งขันนัดเปิดกลุ่ม F ฟุตบอลโลก 2026 จัดขึ้นที่สนามดัลลัส สเตเดี้ยม เมืองดัลลัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2026
ผลการแข่งขันจบลงด้วยสกอร์เสมอ 2-2
สำหรับญี่ปุ่น ผลลัพธ์นี้ถือว่าเป็นเสมอที่มีรสชาติเหมือนชัยชนะ แต่สำหรับเนเธอร์แลนด์กลับรู้สึกเหมือนกับการพ่ายแพ้
ในด้านคุณภาพของผู้เล่นแต่ละราย เนเธอร์แลนด์เหนือกว่าญี่ปุ่นชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ทีมของโรนัลด์ คูมันเลือกที่จะเล่นด้วยระบบทีมเวิร์กที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียวมากกว่าการพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัว
การเล่นอย่างระมัดระวังในครึ่งแรกทำให้เนเธอร์แลนด์ไม่สามารถทำประตูได้
ขณะที่ญี่ปุ่นก็เลือกใช้เกมรับแน่นและรอโต้กลับ
รูปเกมเช่นนี้ทำให้เนเธอร์แลนด์สร้างโอกาสได้ยากในช่วงครึ่งแรก
พวกเขามีเพียงสองจังหวะโจมตีและหนึ่งโอกาสทองจากการยิงของโดนเยล มาลัน การโหม่งของยาน พอล ฟาน เฮ็คเกอ และอีกครั้งจากมาลัน
โคดี กักโป ซึ่งถูกคาดหวังให้เป็นตัวทีเด็ดกลับไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ เนื่องจากแนวรับของญี่ปุ่นเล่นกันอย่างเหนียวแน่น
ญี่ปุ่นมักจะส่งผู้เล่นสองคนคอยประกบกักโปอย่างใกล้ชิด ทำให้เขาต้องส่งบอลคืนหลังบ่อยครั้ง
ญี่ปุ่นดูเหมือนจะมองว่าคริสเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์คือจุดที่ควรบีบแย่งบอล
ทุกครั้งที่ซัมเมอร์วิลล์ได้บอล มักมีผู้เล่นญี่ปุ่นสองคนเข้ากดดันทันทีด้วยความเร็วสูง
เมื่อกักโปเล่นยาก และซัมเมอร์วิลล์กับเดนเซล ดัมฟรีส์ไม่สามารถสร้างสรรค์เกมได้มากนัก เนเธอร์แลนด์จึงต้องพยายามเจาะแนวรับญี่ปุ่นจากแดนกลาง
ทั้งสองทีมเล่นอย่างรัดกุม เนื่องจากนี่เป็นนัดแรกของพวกเขาในฟุตบอลโลกครั้งนี้
ที่น่าสนใจคือ ความแม่นยำในการจ่ายบอลของทั้งสองทีมในครึ่งแรกถือว่าสูงมาก
เนเธอร์แลนด์จ่ายบอลทั้งหมด 307 ครั้ง ด้วยความแม่นยำ 90% ส่วนญี่ปุ่นมีการจ่ายบอล 130 ครั้ง ด้วยความแม่นยำ 88%
เข้าสู่ครึ่งหลัง เนเธอร์แลนด์เริ่มกล้าที่จะเล่นบอลไปข้างหน้ามากขึ้น
พวกเขาเริ่มเสี่ยงเพื่อบุกกดดันญี่ปุ่น หวังสร้างโอกาสทำประตู
และในนาทีที่ 50 เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ โหม่งทำประตูให้เนเธอร์แลนด์ขึ้นนำจากลูกเปิดของไรอัน กราเฟนเบิร์ก
แต่เพียงเจ็ดนาทีต่อมา ญี่ปุ่นตามตีเสมอได้จากการยิงสุดแรงของเคอิโตะ นากามูระ ที่หลอกผ่านเดนเซล ดัมฟรีส์และบาร์ต เฟอร์บรูคเกน
ญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีศักยภาพในการบุก แต่เพราะความระมัดระวังมากเกินไป ทำให้รูปเกมส่วนใหญ่เป็นการรอโต้กลับ
เมื่อถูกนำ พวกเขาจึงเริ่มกล้าเปิดเกมรุกมากขึ้น
ต่อมาในนาทีที่ 64 ซัมเมอร์วิลล์ยิงให้เนเธอร์แลนด์ขึ้นนำอีกครั้ง ก่อนที่ไดอิจิ คามาดะจะยิงประตูตีเสมอในนาทีที่ 88 ทำให้ทั้งสองทีมแบ่งแต้มกันไป
เนเธอร์แลนด์ขึ้นนำถึงสองครั้งแต่ก็ถูกญี่ปุ่นตามตีเสมอทั้งสองครั้ง
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เหตุใดเนเธอร์แลนด์ถึงไม่สามารถรักษาความได้เปรียบได้
ทั้งที่ในแง่คุณภาพทีมพวกเขาเหนือกว่าญี่ปุ่นทุกด้าน
พวกเขาครองเกมได้ดี มีจังหวะบุกและยิงประตูได้
จึงเห็นได้ชัดว่าจุดแข็งของเนเธอร์แลนด์คือเกมรุก
แต่หลังจากขึ้นนำ 2-1 โรนัลด์ คูมัน กลับสั่งให้ลูกทีมเน้นรับมากขึ้น
การเปลี่ยนตัวเริ่มตั้งแต่นาทีที่ 70 สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน
ผู้เล่นแนวรุกอย่างทิจจานี เรย์น์เดอร์ส และซัมเมอร์วิลล์ถูกแทนที่ด้วยผู้เล่นเชิงรับอย่างเทิน คูปไมเนอร์ส และควินเทน ทิมเบอร์
สุดท้ายกราเฟนเบิร์กถูกเปลี่ยนออกให้เนธาน อาเก้ ลงมา ส่งผลให้เนเธอร์แลนด์เล่นด้วยแผงหลังห้าคน
การเน้นเกมรับไม่ใช่เรื่องผิด แต่การทำตั้งแต่นาทีที่ 70 ทั้งที่นำเพียงลูกเดียวถือว่าเร็วเกินไป
ทำไมไม่พยายามยิงเพิ่มให้ได้สองหรือสามประตูแทน?
จุดแข็งของเนเธอร์แลนด์คือการบุก แล้วเหตุใดจึงต้องถอยหลังเร็วเช่นนั้น?
ผลเสมอนี้จึงอาจเป็นผลจากการคำนวณที่พลาดของคูมัน ซึ่งเริ่มระมัดระวังเกินไปตั้งแต่ต้นเกม
ผลจากการตั้งรับเร็วเกินไปคือประตูตีเสมอของคามาดะในนาทีที่ 88 ที่ทำให้เนเธอร์แลนด์ชวดชัยชนะ
หลายฝ่ายมองว่าแนวคิดและจิตวิทยาการคุมทีมของโรนัลด์ คูมัน มักเอนเอียงไปทางการป้องกันเมื่อนำเพียงเล็กน้อย
หลังจบเกม เขากล่าวว่า “ผมคิดว่ามันเป็นเกมที่ดี และผลเสมอก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย”
คำพูดนี้ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า คูมันอาจไม่ใช่โค้ชที่มีแนวคิดสอดคล้องกับปรัชญาฟุตบอลเกมรุกของเนเธอร์แลนด์
สำหรับทีมใหญ่อย่างเนเธอร์แลนด์ การเสมอกับญี่ปุ่นไม่ใช่ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
โดยเฉพาะในฟุตบอลโลกที่ทุกแต้มและทุกประตูอาจเป็นตัวตัดสินการผ่านเข้ารอบต่อไป
ทั้งสองทีมยังเหลืออีกสองนัดให้สู้เพื่อเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ของฟุตบอลโลก 2026
สำหรับเนเธอร์แลนด์ สองแต้มที่หลุดมือและสองประตูที่สูญเปล่าเป็นบทเรียนสำคัญ
หากโรนัลด์ คูมันยังคงยึดแนวคิดเช่นนี้ เนเธอร์แลนด์อาจไม่สามารถไปได้ไกลในฟุตบอลโลกครั้งนี้
*บทความโดยนักศึกษาปรัชญา มหาวิทยาลัยอิสลามแห่งรัฐสุราการ์ตา