อธิบดีกรมการปกครอง แจง “บัตรสีชมพู” ให้ผู้ลี้ภัยสงครามเมียนมา ไม่ใช่ให้สัญชาติไทย ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เห็นชอบมาตรการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่พำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานของประเทศ ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านความมั่นคงและมนุษยธรรมอย่างเป็นระบบนั้น
กรมการปกครองได้ดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคล หรือ “บัตรสีชมพู” ให้แก่ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลและการตรวจพิสูจน์ตัวบุคคลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชนและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า การจัดทำบัตรสีชมพูมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้รัฐสามารถทราบข้อมูลที่ชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร อยู่ที่ใด และได้รับอนุญาตให้อยู่หรือทำงานภายใต้เงื่อนไขใด ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการประชากรของภาครัฐ ลดปัญหาบุคคลไร้เอกสาร และเพิ่มความสามารถในการติดตามตัวเมื่อมีความจำเป็น
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการอนุญาตให้อยู่อาศัยและทำงานเป็นการชั่วคราว เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองและลดภาระการสงเคราะห์ของรัฐ โดยไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสัญชาติไทย หรือสิทธิในฐานะคนไทยแต่อย่างใด
สำหรับการออกนอกเขตพื้นที่ควบคุม ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาต้องยื่นคำขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ การออกไปทำงาน การเดินทางด้วยเหตุจำเป็น เช่น เข้ารับการรักษาพยาบาล ติดต่อราชการ หรือขึ้นศาล และการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามหรือเดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยความสมัครใจ
กรมการปกครองยังได้กำหนดมาตรการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด โดยผู้ได้รับอนุญาตต้องรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่เมื่อเดินทางถึงปลายทางภายใน 48 ชั่วโมง และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตจะต้องเดินทางกลับเข้าสู่พื้นที่ควบคุมเดิม พร้อมรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 3 วัน เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และควบคุมการเคลื่อนย้ายได้อย่างต่อเนื่อง
“การจัดทำบัตรสีชมพูไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษหรือการให้สัญชาติไทยแก่ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา แต่เป็นมาตรการบริหารจัดการที่ทำให้รัฐสามารถตรวจสอบและควบคุมบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายใต้หลักความมั่นคงควบคู่กับหลักมนุษยธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาครัฐ ภาคเศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม
ข่าวล่าสุด