การกลับมาลงแข่งขันในศึกฟุตบอลโลกของทีมชาตินอร์เวย์ที่รอคอยมานานเต็มไปด้วยความสุข เมื่อทีมของ สตาเล่ โซลบัคเค่น เอาชนะทีมชาติอิรักไปได้ 4-1 ในนัดเปิดสนามของกลุ่ม I ที่สนามบอสตัน สเตเดียม เมืองฟ็อกซ์โบโร รัฐแมสซาชูเซตส์ นี่เป็นการกลับมาสู่เวทีฟุตบอลโลกครั้งแรกของนอร์เวย์นับตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งชาวนอร์เวย์ต้องรอคอยถึง 28 ปีเพื่อเห็นทีมชาติของพวกเขากลับมาสู่เวทีฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ด้านอิรักเองได้กลับมาเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่สอง และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เม็กซิโก 1986 ซึ่งสิ้นสุดการรอคอยยาวนานถึง 40 ปีของพวกเขา
ค่ำคืนนี้เป็นของ เออร์ลิง ฮาแลนด์ อย่างแท้จริง เมื่อการลงสนามฟุตบอลโลกครั้งแรกของเขาสร้างสองประตูแรกให้กับนอร์เวย์ในทัวร์นาเมนต์นี้ กองหน้าจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยิงสองประตูในครึ่งแรก ก่อนที่ ลีโอ เอิสตีกอร์ด จะโหม่งประตูในครึ่งหลัง และการทำเข้าประตูตัวเองของผู้เล่นอิรักในช่วงทดเวลาบาดเจ็บช่วยให้นอร์เวย์เก็บชัยชนะอย่างสวยงาม 4-1 ส่งผลให้พวกเขามีสามแต้มเท่ากับฝรั่งเศสที่เอาชนะเซเนกัล 3-1 ก่อนหน้านี้
ฮาแลนด์ ประเดิมเวทีฟุตบอลโลกอย่างยิ่งใหญ่
ตลอดช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของเกม นอร์เวย์ครองบอลและพื้นที่ได้เหนือกว่า แต่ยังไม่สามารถเจาะประตูได้ มาร์ติน โอเดการ์ด คุมเกมจากแดนกลางอย่างมีชั้นเชิง ขณะที่ อเล็กซานเดอร์ เซอร์ลอธ และ ฮาแลนด์ เคลื่อนที่อย่างชาญฉลาดในกรอบเขตโทษเพื่อสร้างปัญหาให้แนวรับอิรัก
ประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 29 หลังจากนอร์เวย์แย่งบอลได้ในแดนลึกของอิรัก บอลถูกเคลื่อนทางฝั่งซ้ายอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ ดาวิด มุลเลอร์ โวล์ฟ จะเปิดบอลอย่างแม่นยำไปยังเสาไกล ฮาแลนด์ พุ่งเข้าชาร์จบอลเต็มข้อ ส่งลูกพุ่งเสียบตาข่ายอย่างทรงพลัง เป็นประตูแรกของนอร์เวย์ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนับตั้งแต่ปี 1998
ประตูดังกล่าวมีความหมายมากกว่าแค่ตัวเลขบนสกอร์บอร์ด ฮาแลนด์ ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในซูเปอร์สตาร์ของวงการฟุตบอลโลก ยังไม่เคยมีโอกาสลงเล่นในรายการใหญ่ระดับนานาชาติมาก่อน เนื่องจากนอร์เวย์ไม่ผ่านเข้ารอบในฟุตบอลโลกและยูโรหลายสมัย แต่ค่ำคืนนี้ในเมืองฟ็อกซ์โบโร ดาวยิงวัย 25 ปี ได้เปิดบัญชีฟุตบอลโลกของตนเองเป็นที่เรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม อิรักไม่ยอมปล่อยให้เกมหลุดมือ พวกเขาตีเสมอได้ในนาทีที่ 39 จากจังหวะเปิดบอลคุณภาพของ อาเมียร์ อัล-อัมมาริ ที่โยนเข้าเขตโทษให้ ไอมาน ฮุสเซน กระโดดโหม่งเหนือแนวรับนอร์เวย์ ส่งบอลผ่านมือ ออร์ยัน ไนลันด์ เข้าประตู ทำให้สกอร์กลับมาเท่ากัน 1-1
ช่วงนั้นอิรักดูเหมือนจะได้โมเมนตัมกลับมา แต่ความผิดพลาดเกิดขึ้นในเพียงสี่นาทีถัดมา
จังหวะส่งบอลคืนหลังให้ผู้รักษาประตู จาลาล ฮาซัน เบาเกินไป ทำให้ ฮาแลนด์ อ่านเกมได้และวิ่งตัดหน้าไปแย่งบอลก่อนที่ฮาซันจะออกมาตัดได้ ดาวยิงนอร์เวย์แตะบอลหลบและยิงเข้าประตูโล่งในนาทีที่ 43 พาทีมกลับมานำ 2-1 ก่อนจบครึ่งแรก
นอร์เวย์โชว์ศักยภาพเหนือชั้นในครึ่งหลัง
ครึ่งหลังรูปเกมยังคงเป็นของนอร์เวย์ที่ครองบอลได้มากกว่าและบีบให้อิรักต้องตั้งรับเกือบตลอดเวลา
ตัวเลขสถิติสะท้อนความเหนือกว่าชัดเจน นอร์เวย์ครองบอลได้ 63 เปอร์เซ็นต์ จ่ายบอลแม่นยำ 477 ครั้ง (ความแม่นยำ 90%) และมีค่า xG 2.59 เทียบกับของอิรักที่ 0.77 รวมถึงจำนวนการยิงทั้งหมด 12 ต่อ 11 ยิงเข้ากรอบ 6 ต่อ 1 และได้ลูกเตะมุม 5 ต่อ 2
แม้จะเหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่อิรักยังคงมีโอกาสไล่ตามอยู่บ้างจนถึงช่วงท้ายเกม ก่อนที่นอร์เวย์จะมาได้ประตูที่สามในนาทีที่ 76 จากตัวสำรองที่เพิ่งลงสนาม
ลีโอ เอิสตีกอร์ด ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนตัวลงมาแทน ดาวิด มุลเลอร์ โวล์ฟ ได้โอกาสจากลูกเตะมุมของ โอเดการ์ด ที่เปิดโค้งเข้ามาในเขตโทษ เอิสตีกอร์ด ขึ้นโหม่งเต็มแรงส่งบอลผ่านมือฮาซันเข้าไปเป็น 3-1
ประตูนี้เป็นรางวัลของการบุกอย่างต่อเนื่องของนอร์เวย์ และยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของกัปตันทีมอย่าง โอเดการ์ด ที่เป็นผู้ปั้นเกมและสร้างโอกาสสำคัญให้เพื่อนร่วมทีม
แม้อิรักจะพยายามอย่างหนักในการหาประตูตีตื้น แต่แนวรับของนอร์เวย์ก็รับมือได้ดี และในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 96 ไอมาน ฮุสเซน โชคร้ายทำเข้าประตูตัวเองจากจังหวะพยายามสกัดบอล ทำให้นอร์เวย์นำห่างเป็น 4-1
แม้ผลสกอร์อาจดูโหดร้ายกับอิรัก แต่ชัยชนะของนอร์เวย์ถือว่าสมเหตุสมผลอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
สถานการณ์กลุ่ม I เริ่มชัดเจนขึ้น
ผลการแข่งขันนี้ทำให้สถานการณ์ของกลุ่ม I เปลี่ยนไปทันที หลังจากฝรั่งเศสเอาชนะเซเนกัล 3-1 ก่อนหน้านี้ นอร์เวย์และฝรั่งเศสต่างมี 3 คะแนนเท่ากัน ขณะที่เซเนกัลและอิรักต้องเร่งเก็บแต้มในนัดต่อไป
นอร์เวย์ผ่านเข้ารอบสุดท้ายหลังทำผลงานยอดเยี่ยมในรอบคัดเลือกยุโรป ชนะรวด 8 นัด โดย ฮาแลนด์ ยิงได้ถึง 16 ประตูจาก 8 นัด มากกว่าผู้เล่นคนอื่นในยุโรปถึง 8 ประตู
ผลงานดังกล่าวพานอร์เวย์กลับสู่ฟุตบอลโลกครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคที่พวกเขาเคยชนะบราซิลและผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในฝรั่งเศสปี 1998 โดยรวมแล้ว นอร์เวย์เคยเข้าร่วมฟุตบอลโลกมาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่ ปี 1938, 1994, 1998 และ 2026 ซึ่งทีมชุดปัจจุบันนี้ตั้งเป้าที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่
ส่วนอิรัก แม้จะแพ้ แต่การกลับมาครั้งนี้ก็ถือว่ามีความหมายเช่นกัน “สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” ต้องรอถึง 40 ปีกว่าจะกลับมาสู่เวทีนี้อีกครั้ง หลังจากเคยเข้าร่วมเพียงครั้งเดียวในปี 1986 ประตูของฮุสเซนช่วยให้ทีมไม่ต้องจบเกมโดยไม่มีประตู
นัดต่อไปของกลุ่ม I นอร์เวย์จะพบกับเซเนกัลในวันที่ 22 มิถุนายน ส่วนอิรักจะต้องเจอกับฝรั่งเศสในวันเดียวกัน ซึ่งฝรั่งเศสเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ด้วยชัยชนะ 3-1 จากสองประตูของ คีเลียน เอ็มบัปเป้ หากนอร์เวย์ชนะได้อีกครั้ง พวกเขาจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีเยี่ยมก่อนเจอกับคู่แข่งสำคัญในรอบแบ่งกลุ่ม
นัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มระหว่างนอร์เวย์กับฝรั่งเศสจะมีขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน ที่สนามจิลเล็ตต์ สเตเดียม เมืองฟ็อกซ์โบโร ซึ่งถูกมองว่าเป็นเกมที่น่าจับตาที่สุดของกลุ่ม I การพบกันของสองแนวรุกที่อันตรายที่สุดในทัวร์นาเมนต์อย่าง ฮาแลนด์ และ เอ็มบัปเป้ จะเป็นการเผชิญหน้ากันครั้งแรกในระดับทีมชาติ ฝรั่งเศสเดินทางมาทวีปอเมริกาเหนือในฐานะทีมเต็งแชมป์ ขณะที่นอร์เวย์ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมั่นใจจากรอบคัดเลือกที่ยอดเยี่ยมและชัยชนะนัดเปิดสนาม หลังจากรอคอยถึง 28 ปี การเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ทำให้แฟนบอลนอร์เวย์เริ่มฝันถึงการเข้ารอบน็อกเอาต์อย่างแท้จริง