เมื่อสยามถังแตก ปัญหาเศรษฐกิจสมัย ร.7 ปลดข้าราชการ เชื้อไฟสู่ปฏิวัติ 2475
GH News June 23, 2026 02:11 PM

ภาพจำของหลายคนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มักเริ่มต้นที่เช้าวันที่ 24 มิถุนายน คณะราษฎรเข้ายึดอำนาจ แต่ถ้าย้อนกลับไปดูปีก่อนหน้านั้น จะพบว่าสยามกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ รายได้ของรัฐหดหาย ข้าราชการถูกปลดเป็นพันคน เงินเดือนถูกตัด ความไม่พอใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทั้งในหมู่ราษฎรและในหมู่ข้าราชการเอง ไทยเกอร์ขอพาย้อนเรื่องราวของปัญหาเศรษฐกิจที่กลายเป็นฉากหลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

มรดกหนี้ที่ตกทอดมา

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 2468 ท่ามกลางฐานะการคลังที่ตึงตัวอยู่แล้ว ขาดดุลงบประมาณสะสมต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 6 รายจ่ายของรัฐโตเร็วกว่ารายได้ แม้ว่าจะขึ้นภาษีในเขตเมืองก็ยังไม่พอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น

รัฐบาลในเวลานั้นจึงต้องเริ่มลดรายจ่ายตั้งแต่ก่อนวิกฤตโลกจะมาถึงด้วยซ้ำ ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 2472 มีข้าราชการและลูกจ้างถูกปลดออกถึง 1,292 คน นโยบายการคลังเข้มงวดเช่นนี้สร้างความไม่พอใจในวงกว้างมาก่อนที่พายุใหญ่จากภายนอกจะซัดเข้ามา

ฐานะของราชสำนักเองก็ไม่ต่างกัน บันทึกของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ระบุว่ารายจ่ายของราชสำนักท่วมรายรับจนมีหนี้สินราว 4 ถึง 5 ล้านบาท เฉพาะค่าไฟฟ้าส่วนพระองค์เดือนหนึ่งก็สูงถึงสองแสนบาท สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อขึ้นครองราชย์จึงเป็นการสะสางบัญชีในวัง

พายุใหญ่เศรษฐกิจจากอีกซีกโลก

ปัญหาที่ค่อยๆ ก่อตัวอยู่แล้วถูกเร่งให้รุนแรงขึ้นด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาพังทลายในปี 2472 ลากเศรษฐกิจของทั้งโลกลงเหวต่อเนื่องไปจนถึงปี 2475

สยามในเวลานั้นพึ่งพาการส่งออกข้าวเป็นเส้นเลือดหลักของเศรษฐกิจ เมื่อราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกดิ่งลง ราคาข้าวก็ตกลงถึงสองในสาม ผลที่ตามมาคือชาวนาขายข้าวได้เงินน้อยลงมาก หลายครอบครัวสูญเสียที่ดินเพราะใช้หนี้ไม่ไหว ภาระหนี้สินพอกพูน โรงงานและธุรกิจทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดทยอยปิดตัว การว่างงานเพิ่มขึ้น คนทั้งประเทศตั้งแต่ชาวนา พ่อค้า ไปจนถึงเศรษฐีเจ้าของที่นา ต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

เมื่อรายได้รัฐหดตัวลงตามเศรษฐกิจ ทางออกที่รัฐบาลเลือกคือการตัดรายจ่ายอย่างเข้มงวดและพยายามหารายได้ใหม่ๆ เข้ามาชดเชย

รัชกาลที่ 7 ทรงเริ่มจากการลดรายจ่ายส่วนพระองค์เป็นตัวอย่าง โปรดให้ลดงบประมาณรายจ่ายส่วนพระองค์จากเดิมปีละ 9 ล้านบาท เหลือปีละ 6 ล้านบาท จากนั้นมาตรการประหยัดก็ขยายไปทั่วทั้งระบบราชการ มีการยุบหรือลดฐานะหน่วยงานราชการ ยุบมณฑลต่างๆ ทั่วประเทศ งดจ่ายเบี้ยเลี้ยงและเบี้ยกันดารแก่ข้าราชการ ประกาศเพิ่มภาษีราษฎรบางรายการ เริ่มเรียกเก็บภาษีเงินเดือนจากข้าราชการ

แต่ถึงจะรัดเข็มขัดเพียงใด การจัดทำงบประมาณปี 2474 ก็ยังขาดดุลอยู่ดี รัฐบาลจึงเดินมาถึงมาตรการที่อ่อนไหวที่สุด นั่นคือการแตะเนื้อแตะตัวข้าราชการโดยตรง

การดุลข้าราชการ คืออะไร

คำว่า “ดุล” หรือที่คนสมัยนั้นเรียกว่า “ถูกดุล” หมายถึงการถูกปลดออกจากราชการเพื่อลดรายจ่ายของรัฐ เป็นคำที่ติดหูคนในยุคนั้นพอๆ กับคำว่าตกงานในปัจจุบัน

มาตรการต่อข้าราชการมี 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือการปลดคนออกจำนวนมากเพื่อลดภาระเงินเดือน ส่วนที่สองคือการตัดเงินเดือนของผู้ที่ยังเหลืออยู่ ทั้งสองอย่างนี้กระทบขวัญกำลังใจของข้าราชการอย่างหนัก

มตรีการนี้ถูกคัดค้านอย่างรุนแรงในที่ประชุมเสนาบดีสภา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อภิรัฐมนตรี ทรงไม่เห็นด้วย ด้วยทรงเห็นว่าการตัดเงินเดือนจะทำให้ขวัญและกำลังใจของข้าราชการตกต่ำ แต่ในที่สุดที่ประชุมก็ลงมติด้วยคะแนน 7 ต่อ 4 เห็นชอบ

ในความขมขื่นนั้นก็มีภาพที่น่าประทับใจปะปนอยู่ ข้าราชการผู้ใหญ่บางคนเลือกที่จะลาออกเอง เพื่อเปิดทางให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยได้ทำงานต่อ ตัวอย่างเช่นพระยาศรีบัญชา ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ขอลาออกเมื่อทราบว่าเสมียนหลายคนซึ่งมีเงินเดือนเพียง 25 ถึง 30 บาทกำลังจะถูกให้ออก

รอยร้าวในหมู่ชนชั้นนำ

ขณะที่ทั้งบ้านทั้งเมืองกำลังรัดเข็มขัด กลับมีเหตุการณ์ที่ตอกย้ำความรู้สึกเหลื่อมล้ำ ในช่วงกลางปี 2474 เสนาบดีกระทรวงกลาโหมเสนอขอขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนขั้นเงินเดือนให้นายทหารในสังกัดจำนวนหลายร้อยนาย สวนทางกับนโยบายตัดทอนรายจ่ายที่ใช้กับคนทั้งประเทศ

ข้อเสนอถูกคัดค้าน กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินทรงทักท้วงว่าหากกระทรวงกลาโหมทำได้ กระทรวงอื่นก็จะทำตาม และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเวลานั้นก็ไม่เห็นด้วย การเลื่อนขั้นเงินเดือนนายทหารชุดดังกล่าวจึงถูกระงับไป

พระราชดำรัสว่าด้วยความลำบากร่วมกัน

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2474 ในการประชุมนายทหารที่กระทรวงกลาโหม รัชกาลที่ 7 มีพระราชดำรัสอธิบายถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องตัดทอนรายจ่าย

ใจความสำคัญคือ ทรงชี้ว่าราษฎรและพ่อค้าได้รับความลำบากมาก่อนข้าราชการ ชาวนาและพ่อค้าขายของไม่ได้ ราคาสินค้าตกต่ำ รายได้หดหาย แม้แต่เจ้าของที่นาก็ถูกเก็บภาษีและได้ค่าเช่านาน้อยลง ส่วนข้าราชการนั้นถูกตัดเฉพาะชั้นสูง ชั้นล่างยังไม่ถูกตัด อีกทั้งของกินของใช้ก็ราคาถูกลง เท่ากับว่ากำลังซื้อยังพอไปได้ พระองค์จึงขอให้ข้าราชการช่วยกันแบ่งเบาความลำบากไปทั้งบ้านทั้งเมือง และขอให้อดทนเมื่อถึงคราวจำเป็น

พระราชดำรัสสะท้อนทั้งความพยายามประคองสถานการณ์และความตึงเครียดที่กำลังก่อตัว เพราะการขอให้คนอดทนนั้นย่อมมีขีดจำกัดเสมอ

ในด้านนโยบายการเงิน รัฐบาลพยายามหาทางออกหลายทาง หนึ่งในประเด็นใหญ่คือเรื่องค่าเงินบาทและการผูกค่าเงินไว้กับมาตรฐานทองคำ รัชกาลที่ 7 ทรงตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณา ประกอบด้วยขุนนางสยามและที่ปรึกษาชาวต่างประเทศ โดยมีกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินซึ่งสนับสนุนการลดค่าเงินบาทเป็นประธาน

อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อสรุปทางนโยบายที่ชัดเจนว่าควรทำอย่างไร ความล่าช้าและการถกเถียงที่ไม่จบสิ้นนี้ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อความสามารถของรัฐบาลในการแก้ปัญหาลดลง

ปัญหาเศรษฐกิจสมัย ร.7 นำไปสู่อะไร

ผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจและมาตรการแก้ปัญหาที่ไม่เป็นที่พอใจสะสมจนกลายเป็นแรงกดดันทางการเมือง ความไม่พอใจของข้าราชการที่ถูกดุลและถูกตัดเงินเดือน ผนวกกับความเดือดร้อนของราษฎรในวงกว้าง ทำให้นักวิชาการจำนวนมากมองว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรซึ่งประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ และสายพลเรือน นำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา เข้ายึดอำนาจและเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบที่มีรัฐธรรมนูญ ที่น่าสังเกตคือผู้ก่อการจำนวนไม่น้อยเป็นข้าราชการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายการคลังในช่วงก่อนหน้านั้น

หลังการเปลี่ยนแปลง ปัญหาเศรษฐกิจยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ คณะราษฎรชูเรื่องเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญ และนำไปสู่การเสนอ “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ของปรีดี พนมยงค์ ในต้นปี 2475 ซึ่งกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา

อีกด้านหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้ก็ทิ้งมรดกที่อยู่กับเรามาจนถึงทุกวันนี้ ความจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มในยุคเศรษฐกิจตกต่ำผลักดันให้มีการประกาศใช้กฎหมายภาษีใหม่หลายฉบับ ซึ่งภายหลังกลายเป็นรากฐานของประมวลรัษฎากร อันเป็นกฎหมายภาษีหลักที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด
© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.