การตัดสินใจสุดงงของฟีฟ่าอาจทำลายความระทึกของรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก
นภาพร วงศ์สุวรรณ June 24, 2026 03:34 PM

ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แนวคิดเรื่องการตัดสินแบบเฮดทูเฮดอาจดูเข้าใจง่ายในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติกลับซับซ้อนและสร้างความสับสนให้กับแฟนบอลทั่วโลก

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ได้ตัดสินใจเปลี่ยนกติกาอย่างกะทันหัน ซึ่งทำให้ความตื่นเต้นของฟุตบอลโลกฉบับขยายหายไปอย่างไม่จำเป็น

ลองจินตนาการถึงวันพฤหัสบดีที่อาจจะกลายเป็นหนึ่งในวันที่น่าจดจำที่สุดของทัวร์นาเมนต์ เพราะอาจมีถึงหกแมตช์ที่ทุกทีมต้องสู้สุดใจเพื่อผ่านเข้ารอบ โดยแต่ละเกมเต็มไปด้วยแรงกดดันและอารมณ์ร่วมของการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม

เยอรมนีอาจถูกจับตาจากโกตดิวัวร์ที่ยังมีโอกาสแซงขึ้นมาได้ ขณะที่เอกวาดอร์หวังสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเอาชนะทีมของ ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ เพื่อแซงโกตดิวัวร์เช่นกัน

สหรัฐอเมริกาต้องการชัยชนะเหนือ ตุรกี เพื่อการันตีตำแหน่งจ่าฝูงของกลุ่ม แต่ตุรกีเองก็ยังมีลุ้นสามแต้มเพื่อแซงหน้า ออสเตรเลีย หรือ ปารากวัย ไปอยู่ในอันดับสาม

ตูนิเซียอาจพยายามเช่นเดียวกันในการเจอกับ สวีเดน

แต่ทั้งหมดนี้ไม่มีความหมายอีกต่อไป

เยอรมนีได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นแชมป์กลุ่ม ซึ่งทำให้เกมกับเอกวาดอร์สูญเสียความเข้มข้น และอาจส่งผลเสียต่อโกตดิวัวร์โดยไม่จำเป็น

ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาและตุรกีถูกล็อกอันดับไว้เรียบร้อย โดยปารากวัยและออสเตรเลียรู้ดีว่าเพียงผลเสมอก็เพียงพอให้ทั้งคู่ผ่านเข้ารอบ

ส่วนตูนิเซีย แม้แพ้สวีเดน แต่กลับถูกจัดลำดับให้น้ำหนักของผลแพ้นั้นมากกว่าผลการแข่งขันอื่น ๆ ทำให้พวกเขาหมดสิทธิ์เข้ารอบ ทั้งที่อาจจะชนะทีมที่สวีเดนเคยแพ้มาก่อน

ผลลัพธ์คือ ตูนิเซียหมดโอกาสไปต่อ และฟีฟ่าเองก็สูญเสียโอกาสที่จะได้เห็นการแข่งขันที่แท้จริง

สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในรอบสุดท้ายของทุกกลุ่ม เพราะกติกาใหม่ทำให้ทีมถึงแปดจากทั้งหมดสี่สิบแปดทีมได้ตำแหน่งที่แน่นอนตั้งแต่ยังไม่จบรอบแรก

ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่ฟีฟ่าเลือกใช้ระบบตัดสินแบบเฮดทูเฮดแทนระบบผลต่างประตูได้เสียแบบเดิม ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่หลายคนมองว่าเข้าใจได้ยากและไม่จำเป็น

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความตื่นเต้นของฟุตบอลโลกลดลงอย่างมาก หลายแมตช์ที่ควรจะเต็มไปด้วยความเร้าใจกลับกลายเป็นเกมที่ขาดแรงกระตุ้น

แน่นอนว่ายังมีเกมที่น่าติดตาม เช่น สกอตแลนด์ ที่ต้องพยายามเอาผลบางอย่างจากการเจอกับ บราซิล, สวีเดน พบ ญี่ปุ่น ที่อาจกลายเป็นเกมสุดเดือด หรือ เคปเวิร์ด พบ ซาอุดีอาระเบีย ที่อาจสร้างประวัติศาสตร์ได้ แต่โดยรวมแล้วความสนุกของรอบแบ่งกลุ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ลองดูตัวอย่างในกลุ่ม A ที่ เม็กซิโก มีหกแต้มเต็ม พวกเขาควรจะต้องเก็บแต้มเพิ่มเพื่อให้ได้เล่นรอบถัดไปที่สนาม อัซเตก้า แทนที่จะต้องไป ฮิวสตัน โดยต้องเจอกับ สาธารณรัฐเช็ก ที่ยังมีโอกาสเข้ารอบ แต่ตอนนี้เม็กซิโกถูกยืนยันว่าเป็นแชมป์กลุ่มแล้ว ทำให้สามารถส่งผู้เล่นสำรองลงได้อย่างสบายใจ

เกมที่ควรจะเต็มไปด้วยความเข้มข้นกลับกลายเป็นเกมที่ไร้ความหมายทันที

ระบบนี้ถูกใช้ในศึกฟุตบอลยูโรของยูฟ่า ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่าทำลายความสมดุลของการแข่งขัน แล้วเหตุใดฟีฟ่าจึงเลือกใช้ระบบนี้ ทั้งที่ประกาศเสมอมาว่าฟุตบอลโลกคือเวทีแห่งความบันเทิง? ยิ่งเมื่อบัตรเข้าชมมีราคาสูง การเห็นเกมที่ขาดเดิมพันยิ่งเป็นเรื่องยากจะยอมรับได้

กติกานี้ทำให้หลายทีมถูกตรึงตำแหน่งโดยไม่จำเป็น ปิดโอกาสของการสร้างความตื่นเต้นในช่วงท้ายรอบแบ่งกลุ่มอย่างสิ้นเชิง

จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่าเองเป็นผู้ยืนยันให้คงระบบกลุ่มสี่ทีมไว้ หลังจากรอบสุดท้ายสุดดราม่าในปี 2022 แล้วเหตุใดตอนนี้ฟีฟ่ากลับเลือกใช้ระบบที่ทำลายความเข้มข้นนั้นเอง?

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสนุก แต่ยังเป็นเรื่องของความยุติธรรมทางกีฬา ทำไมบางเกมในรอบแบ่งกลุ่มซึ่งมีจำนวนจำกัดจึงต้องมีความสำคัญมากกว่าอีกเกม ทั้งที่ผลกระทบอาจไม่สมเหตุสมผล?

หากทีมใดทีมหนึ่งมีวันแย่เพียงวันเดียว พวกเขาอาจถูกตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม

การเปลี่ยนกติกานี้ ซึ่งใช้เฉพาะในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ยิ่งดูไร้เหตุผลเมื่อทัวร์นาเมนต์ขยายขนาดขึ้น เพราะในขณะที่เพิ่มจำนวนแมตช์ กลับทำให้หลายเกมไร้ความหมายไปพร้อมกัน

ระบบอันดับที่สาม ซึ่งให้ทีมอันดับสามแปดจากสิบสองกลุ่มผ่านเข้ารอบ ก็สร้างปัญหาใหม่ในด้านความยุติธรรม เพราะแต่ละกลุ่มมีระดับความแข็งแกร่งต่างกันมาก

เช่น สกอตแลนด์ อาจแพ้ บราซิล แบบหมดรูป 6-0 แต่ก็ยังเข้ารอบได้เหนือ เคปเวิร์ด ที่เสมอกับทั้ง สเปน และ อุรุกวัย ซึ่งเป็นผลงานสุดประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ยังมีความซับซ้อนในการจัดทีมอันดับสามเข้ารอบ ทำให้รอบ 32 ทีมสุดท้ายไม่สมดุล เช่น การจับคู่ระหว่าง ออสเตรีย กับ แอลจีเรีย ที่อาจตั้งใจจบอันดับสามเพื่อหลีกเจอทีมแกร่งอย่าง สเปน และไปพบทีมอย่าง อียิปต์ หรือ เบลเยียม แทน

หรือกรณีของ นอร์เวย์ กับ ฝรั่งเศส ที่ผ่านกลุ่มสุดโหดมาได้ แต่การชิงอันดับหนึ่งอาจกลายเป็นภาระ เพราะเส้นทางของผู้ชนะต้องเจอ เยอรมนี ตั้งแต่รอบ 16 ทีม ส่วนผู้แพ้อาจได้เจอ บราซิล หรือ โมร็อกโก ซึ่งดูเบากว่า

ระบบใหม่นี้จึงเป็นการบีบให้ทีมต่าง ๆ เล่นแบบระมัดระวังมากกว่าการพยายามคว้าชัยในเกมสุดท้าย แตกต่างจากรูปแบบเดิมที่สร้างการแข่งขันอย่างแท้จริง

ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สื่อ “ดิ อินดีเพนเดนท์” เคยเสนอระบบที่ดีกว่านี้ โดยยังคงความเข้มข้นของการแข่งขันไว้ได้แม้จะขยายจำนวนทีม โดยให้เฉพาะสองทีมแรกของกลุ่มเข้ารอบ และแปดทีมแชมป์กลุ่มที่ดีที่สุดเข้าสู่รอบ 16 ทีมอัตโนมัติ ส่วนอีก 16 ทีมเล่นรอบเพลย์ออฟเพิ่มเติม ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจให้ทีมพยายามชนะเกมสุดท้ายเพื่อเลี่ยงการเล่นรอบพิเศษ

เมื่อถูกถามว่าทำไมฟีฟ่าถึงเลือกใช้ระบบปัจจุบัน คำตอบกลับไม่มีความชัดเจนหรือเหตุผลเพียงพอที่จะอธิบายได้

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.