ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยทิศทางการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยมุ่งผลักดันให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ช่วยสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก
การจัดทำแผน วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ฉบับใหม่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้แผนดังกล่าวสะท้อนความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง ไม่จำกัดเฉพาะมุมมองของภาควิชาการเท่านั้น
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ปัจจุบันกองทุน ววน. มีวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท และหากประเทศไทยต้องการก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว จำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมให้มากขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ การดึงการลงทุนจากภาคเอกชน และการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างผลตอบแทนกลับเข้าสู่ระบบวิจัยของประเทศ
ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ในอดีตงานวิจัยของไทยจำนวนไม่น้อยมุ่งเน้นการสร้างผลงานทางวิชาการ แต่ในระยะต่อไปจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคธุรกิจ สังคม และประเทศมากขึ้น เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์จริง
หัวใจสำคัญคือการเริ่มต้นจากปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของประเทศ เพราะหากงานวิจัยตอบโจทย์ที่ชัดเจน ย่อมมีโอกาสถูกนำไปใช้ต่อยอดได้มากขึ้น แต่หากไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ ผลงานวิจัยก็อาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมาย
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นำเสนอ "สัญญาณการเปลี่ยนแปลงระดับโลก" (Global Future Signals) ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง เพื่อใช้เป็นข้อมูลกำหนดทิศทางวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในอนาคต
นอกจากนี้การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงยังช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ
ใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นฐานพัฒนาประเทศ
ศ. ดร.ยศชนัน ระบุว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญของโลกยุคใหม่ และเป็นโอกาสที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาบุคลากร องค์ความรู้ และงานวิจัยรองรับได้
การมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเองจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป จะให้ความสำคัญกับ 5 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและความต้องการของประเทศ การพัฒนาทักษะกำลังคนให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การสนับสนุนสตาร์ตอัปและธุรกิจนวัตกรรมเพื่อผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง การพัฒนาทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจาก AI และระบบอัตโนมัติ รวมถึงการส่งเสริมให้ AI เป็นทักษะพื้นฐานของคนทุกสาขาอาชีพ
โดยมองว่า AI จะกลายเป็นทักษะสำคัญที่ทุกคนต้องเรียนรู้ ไม่ว่าจะอยู่ในสายวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือศิลปศาสตร์ โดยในอนาคตการใช้ AI จะเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญคือการนำ AI มาสร้างคุณค่าและนวัตกรรมใหม่ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม
กระทรวง อว. ชี้ 3 ความท้าทายสำคัญของประเทศในทศวรรษหน้า ได้แก่ สงครามเทคโนโลยีและ AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการกำหนดยุทธศาสตร์วิจัยของไทย ภาพที่ 3
ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการแข่งขันทางการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และผลกระทบจาก AI ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและภาคอุตสาหกรรม
ประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา รวมถึงส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยจากหลากหลายสาขา เพื่อสร้างองค์ความรู้และแนวทางรับมือที่มีประสิทธิภาพ
พร้อมกันนี้ ยังต้องพัฒนาระบบสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมให้เข้มแข็ง รวมถึงส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีและการเข้าถึงเงินร่วมลงทุน (Venture Capital : VC) เพื่อช่วยผลักดันผลงานวิจัยสู่ภาคธุรกิจมากขึ้น
กระทรวง อว. เปิดแผนปฏิบัติการ MHESI Action Plan 2026-2030 มุ่งพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม ผลักดัน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพ พร้อมพัฒนามหาวิทยาลัยไทยสู่มาตรฐานระดับโลก
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า อุตสาหกรรมสุขภาพจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายสาขา ทั้งการแพทย์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะการวิจัยทางคลินิก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนายา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง
ขณะที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากเป็นหัวใจของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมสมัยใหม่จำนวนมาก
ศ. ดร.ยศชนัน เสนอให้มีการผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในลักษณะโครงการระดับชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่ประเทศไทย
ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การยกระดับงานวิจัยของประเทศไม่สามารถพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนในการร่วมลงทุนและร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม
กระทรวง อว. อยู่ระหว่างหารือกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนากลไกสนับสนุนการลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรม โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในประเด็นที่ประเทศต้องการพัฒนา
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดทำแผนข้อมูลกำลังคน (Skill Map) เพื่อเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย และความต้องการแรงงานของภาคธุรกิจให้สอดคล้องกันมากขึ้น
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์หลักของแผน ววน. ยังคงดำเนินต่อเนื่องจากกรอบเดิม แต่จะเพิ่มความชัดเจนในระดับแผนปฏิบัติการ พร้อมเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนก่อนสรุปเป็นแผนฉบับสมบูรณ์ เพื่อให้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต
ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปิดเผยว่า กสว. อยู่ระหว่างจัดทำร่างแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ฉบับใหม่ สำหรับปี 2571-2575 โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงก่อนสรุปเป็นแผนฉบับสมบูรณ์ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า
ทั้งนี้ แผนฉบับใหม่ถูกออกแบบขึ้นภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมสูงวัย ทำให้การวางแผนพัฒนาประเทศในอนาคตต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัวอยู่ตลอดเวลา
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กสว. นำทีมเปิดประชุมประชาพิจารณ์ ร่าง แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2571 ถึง 2575 ภายใต้แนวคิด สร้างโอกาสใหม่ พลิกอนาคตประเทศไทย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ มองว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพสูง
อุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ เกษตรและอาหารมูลค่าสูง ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัลและ AI อุตสาหกรรมยาและสุขภาพ เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) การท่องเที่ยวคุณภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน
แผน ววน. ฉบับใหม่จะปรับบทบาทระบบวิจัยไทยจากการเป็นเพียงผู้สนับสนุนทุนวิจัย ไปสู่การเป็น "คลังปัญญา" ของประเทศ ทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้ ข้อมูล และหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ
พร้อมกันนี้จะปรับโครงสร้างแผนให้กระชับขึ้น จากเดิมที่มี 25 แผนงานหลัก เหลือ 9 แผนงานหลัก และ 20 แผนงานย่อย โดยเน้นการลงทุนแบบมุ่งเป้าหมายในประเด็นสำคัญของประเทศ และผลักดันให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์จริงมากขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาภาครัฐ"เป้าหมายสำคัญคือทำให้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสร้างอนาคตใหม่ของประเทศ เป็นทั้งคลังปัญญาและเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว"