เอกชนกางแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดึงลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดัน Net Zero
June 26, 2026 04:02 PM

“ฐานเศรษฐกิจ” จัดงานสัมมนา ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” เปิดเวทีให้ภาคเอกชนชั้นนำด้านพลังงานร่วมสะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย ท่ามกลางการแข่งขันของเศรษฐกิจโลกที่มุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน
โดยภาคธุรกิจเห็นตรงกันว่า การเดินหน้าสู่ Net Zero ไม่ใช่เพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน แต่ต้องยกระดับทั้งระบบ ตั้งแต่เชื้อเพลิงสะอาด โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า เทคโนโลยีอัจฉริยะ ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาด เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันของประเทศ

ดัน E20 คู่ EV ลดคาร์บอนภาคขนส่ง

ดร.เสกสรรค์ พรหมนิช รองประธานด้านไบโอฟูเอล กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของเอทานอล ทางรอดของประเทศไทย” ว่า เอทานอล ยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคขนส่ง โดยควรผลักดัน การใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ควบคู่กับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้างสมดุลในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ดร.เสกสรรค์ กล่าวว่า ไทยมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมเอทานอล อยู่แล้ว แต่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ปัจจุบันมีโรงงานเอทานอลเชื้อเพลิง 28 แห่ง กำลังผลิตติดตั้งรวม 7 ล้านลิตรต่อวัน จากวัตถุดิบหลักคือโมลาส 60% และมันสำปะหลัง 40% แต่มีการใช้จริงเพียง 3.3-3.4 ล้านลิตรต่อวัน


เสกสรรค์ พรหมนิช รองประธานด้านไบโอฟูเอล กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย“เอทานอลเป็นทรัพยากรที่ไทยมีอยู่ แต่ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพ เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังเลือกใช้ E10 มากกว่า ทั้งที่ E20 สามารถช่วยลดการนำเข้านํ้ามัน และสนับสนุนเกษตรกรในประเทศ”
ทั้งนี้ แม้ E20 จะทำให้รถวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่า E10 ประมาณ 3% แต่มีราคาถูกกว่าราว 8-9% หากภาครัฐสามารถรักษาส่วนต่างราคา 5-7 บาทต่อลิตร จะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ E20 มากขึ้น
ดร.เสกสรรค์ ยกตัวอย่างบราซิลและอินเดียที่ผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างจริงจัง โดยอินเดียสามารถเพิ่มสัดส่วนผสมเอทานอลจาก E5 เป็น E20 ได้ภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี แม้เดิมมีอุตสาหกรรมเล็กกว่าไทย แต่ปัจจุบันเติบโตมากกว่าไทยหลายเท่า
หากไทยผลักดัน E20 ได้เต็มศักยภาพ จะเพิ่มการใช้เอทานอลได้ประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 3.12 ล้านตันต่อปี และเมื่อเดินหน้าควบคู่กับนโยบาย EV 30@30 จะช่วยลดการปล่อยเพิ่มอีกประมาณ 2.45 ล้านตัน สะท้อนว่าอนาคตพลังงานสะอาดไทยต้องใช้หลายทางเลือกควบคู่กัน
Smart Grid หัวใจระบบพลังงานอนาคต
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ “Smart Grid ทางออกและความยั่งยืนพลังงานไทย” ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid
นายนพเดช เปรียบ Smart Grid เป็น “กระดุมเม็ดแรก” ที่ไทยต้องวางให้ถูกต้อง หากต้องการเดินหน้าสู่ Net Zero อย่างมั่นคง เพราะพลังงานหมุนเวียนมีความผันผวน จำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นและตอบสนองแบบเรียลไทม์


นพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
“หากพลังงานทดแทนเติบโตเร็ว แต่โครงสร้างพื้นฐานปรับตัวไม่ทัน อาจกระทบต่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้า ดังนั้นไทยต้องเร่งพัฒนา Smart Grid ไม่ใช่เพียงเพิ่มกำลังผลิตพลังงานสะอาด”
นายนพเดช กล่าวว่า ระบบไฟฟ้าในอนาคตต้องเปลี่ยนจากรูปแบบ One-way ไปสู่ Power Matrix ที่สามารถบริหารจัดการพลังงานได้ทุกระดับ รองรับการเติบโตของ Data Center และ EV Ecosystem ผ่านระบบ Energy ManagementSystem, Load Management และ AI Forecasting
Smart Grid ในอนาคตต้องประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ แหล่งผลิตไฟฟ้าหลากหลาย Microgrid ระบบกักเก็บพลังงาน มิเตอร์อัจฉริยะ ระบบสื่อสารความเร็วสูง และระบบคาดการณ์ด้วย AI
สำหรับ บี.กริม เพาเวอร์ มีประสบการณ์ด้านพลังงานในนิคมอุตสาหกรรมกว่า 30 ปี พร้อมพัฒนาโครงการโซลาร์และ Smart Microgrid ครอบคลุมพื้นที่ 11 นิคมอุตสาหกรรมไทยและมาเลเซีย รวมพื้นที่กว่า 216.76 ตารางกิโลเมตร รองรับกำลังผลิต 3,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่

ไฟสะอาดไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นแต้มต่อแข่งขัน

นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ “พลังงานหมุนเวียนกับการขับเคลื่อนประเทศไทย” ว่า ไทยต้องเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและเปิดทางให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงไฟฟ้าสะอาด เพื่อรักษาขีดความสามารถแข่งขันในโลกเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า
ที่ผ่านมา สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไทยเพิ่มจาก 14% ในปี 2563 เป็น 17% ในปี 2568 แต่ยังตํ่ากว่าหลายประเทศ โดยเวียดนามเป็นตัวอย่างของประเทศที่สามารถเร่งพัฒนาพลังงานสะอาดได้จากนโยบายที่ชัดเจน


นที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
“นโยบายคือปัจจัยขับเคลื่อนตลาด หากนโยบายไม่ชัด พลังงานหมุนเวียนก็เดินหน้าได้ยาก”
นายนที กล่าวว่า ความต้องการใช้ไฟสะอาดจากภาคอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขัน หลังโลกเข้มงวดเรื่องมาตรการด้านคาร์บอน ทั้ง CBAM และเป้าหมาย Net Zero ขององค์กรระดับโลก
พร้อมเสนอให้รัฐเปิด Third Party Access (TPA) เพื่อให้อุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้มากขึ้น รวมถึงเร่งพัฒนา Smart Grid และเทคโนโลยีพลังงานใหม่ เช่น SMRเพื่อสร้างระบบพลังงานไทยให้มั่นคงและแข่งขันได้

WHAUP เร่งปลดล็อกไฟเขียว ดึงลงทุนยุคใหม่

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิว เอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP กล่าวในหัวข้อ “พลังงานสะอาดกับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย” ว่า พลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกฐานลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก
นายอัครินทร์ กล่าวว่า ช่วง10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในไทยมีมูลค่าสะสมกว่า 8 ล้านล้านบาทโดยโครงสร้างลงทุนกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ EV ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งต้องการระบบพลังงานสะอาดรองรับ


อัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิว เอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP

“พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงเรื่องลดคาร์บอน แต่เป็นแต้มต่อในการดึงดูดการลงทุน หากไทยมีไฟสะอาดไม่เพียงพอ อาจเสียโอกาสในห่วงโซ่อุปทานโลก”

พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งปลดล็อก Direct PPA และ Third Party Access เพื่อเพิ่มโอกาสให้อุตสาหกรรมเข้าถึงไฟฟ้าสะอาด รวมถึงเตรียมเทคโนโลยีใหม่ เช่น SMR ไฮโดรเจน และ CCUS เพื่อรองรับระบบพลังงานแห่งอนาคต

Grab ใช้ EV-AI ลดคาร์บอนทุกออเดอร์

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ “เพราะทุกคำสั่งซื้อคือพลังขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า” ว่า Grabเดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “The Journey to Low Carbon Society” ด้วยการใช้เทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย
 
ปัจจุบัน Grab ให้บริการกว่า 900 เมืองใน 8 ประเทศ มีผู้ใช้งานกว่า 51.6 ล้านรายต่อเดือน และมีรถ EV ให้บริการบนแพลตฟอร์มประเทศไทยมากกว่า 30,000 คัน
บริษัทเดินหน้าโครงการ Grab EV ร่วมกับพันธมิตรด้านยานยนต์การเช่ารถ และสถานีชาร์จ พร้อมเปิดสถานีชาร์จนำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และเมืองพัทยา ตั้งเป้าขยายเป็น 40 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2570
นอกจากนี้ Grab ยังใช้ AIและระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรงานและรวมคำสั่งซื้อ ลดระยะทางเดินรถเฉลี่ย 15.8% และลดระยะทางไปรับสินค้าได้ 50% ช่วยลดทั้งต้นทุนและการปล่อยคาร์บอน
พร้อมพัฒนา EV Rides มีผู้ใช้งานในไทยกว่า 171,000 ราย และ Green Programme ที่ช่วยสนับสนุนการปลูกต้นไม้กว่า 400,000 ต้นในไทย รวมถึงลดการใช้พลาสติกจากฟีเจอร์ไม่รับช้อนส้อม ซึ่งกว่า 90% ของคำสั่งซื้อเลือกใช้ทางเลือกดังกล่าว

"การเดินทางสู่สังคมคาร์บอนตํ่าไม่ใช่ภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน" นางสาวจันต์สุดา กล่าว

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.