‘ขร.-รฟท.’ เปิดทางเอกชนร่วมใช้ทางรถไฟได้เป็นครั้งแรกตามกฎหมายใหม่ รอ ครม.ตั้งคณะกรรมการจัดสรรเวลาเดินรถ ก่อนเปิดให้เอกชนทำสัญญาใช้ราง พร้อมกำหนดอัตราค่าใช้ประโยชน์จากรางทั้งรถโดยสารและรถสินค้า หวังปลดล็อกการผูกขาด เพิ่มทางเลือกการเดินทาง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่
26 มิ.ย.2569-นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรถไฟทางคู่และทางรถไฟสายใหม่ โดยรัฐบาลรับภาระค่าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รับผิดชอบการลงทุนจัดหาขบวนรถ การเดินรถ และการซ่อมบำรุง ทั้งนี้ เมื่อโครงการรถไฟทางคู่ทยอยแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มความจุทางรถไฟได้มากกว่า 2 เท่า แต่ รฟท. ยังมีข้อจำกัดด้านการลงทุนจัดหาขบวนรถ ทำให้ยังมีความจุของโครงข่ายเหลืออยู่ในช่วงเวลาที่ไม่มีการให้บริการ
ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ทางรถไฟของ รฟท. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ลดการปล่อยทรัพยากรให้ว่างเปล่า และเพิ่มทางเลือกในการใช้บริการขนส่งทางรางแก่ประชาชน โดยการดำเนินการจะอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 และการกำกับของคณะกรรมการจัดสรรเวลาการเดินรถขนส่งทางราง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง
นายพิเชฐ กล่าวว่า ขร.ได้ประสานกับ รฟท. เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดให้เอกชนเข้าร่วมเดินรถบนโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง โดยล่าสุด รฟท.ในฐานะผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟระหว่างเมือง ได้จัดทำ เอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ ปี 2569 แล้วเสร็จ ตามมาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 และเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของ รฟท. ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เพื่อให้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเข้าถึงข้อมูลโครงข่ายรางได้อย่างโปร่งใส
สำหรับเอกสารดังกล่าวมีความยาว 598 หน้า ครอบคลุมนิยามศัพท์ รายละเอียดโครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายรถไฟ เงื่อนไขการเข้าใช้โครงข่าย หลักเกณฑ์การจัดสรรความจุตารางเวลาและเส้นทางเดินรถ รวมถึงอัตราค่าใช้ประโยชน์จากราง ทรัพย์สินที่จำเป็น และค่าบริการอื่น ๆ โดยจะใช้เป็นคู่มือสำหรับผู้ประกอบการเอกชนที่ประสงค์เป็น “ผู้ร่วมใช้ราง” และทำสัญญาเข้าใช้รางกับ รฟท. ตามมาตรา 73 ของพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดให้ผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานสามารถอนุญาตให้เอกชนร่วมใช้รางของรัฐได้ และการดำเนินการดังกล่าวไม่ถือเป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน
ทั้งนี้ อัตราค่าใช้ประโยชน์จากรางสำหรับขบวนรถโดยสาร กำหนดไว้ที่ 44 บาทต่อคันต่อกิโลเมตร สำหรับขบวนรถโดยสารร่วมบริการที่มีไม่น้อยกว่า 4 คัน และ 77 บาทต่อคันต่อกิโลเมตร สำหรับขบวนรถท่องเที่ยว โดยคิดจากจำนวนตู้โดยสารและระยะทางที่เดินรถ เช่น ขบวนรถโดยสารร่วมบริการจำนวน 12 คัน เส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์–ชุมพร ระยะทาง 468 กิโลเมตร จะมีค่าใช้ประโยชน์จากราง 247,104 บาทต่อเที่ยว ขณะที่ขบวนรถท่องเที่ยว 4 คัน เส้นทางกรุงเทพ–หัวหิน ระยะทาง 229 กิโลเมตร มีค่าใช้ประโยชน์จากราง 70,532 บาทต่อเที่ยว ส่วนขบวนรถสินค้า จะคำนวณค่าใช้ประโยชน์จากรางในอัตรา 0.2065 บาทต่อตัน-กิโลเมตร คูณด้วยน้ำหนักรวมของขบวนรถ (Gross Tonnage) และระยะทางที่เดินรถ
นายพิเชฐ กล่าวว่า ขณะนี้หลังจาก รฟท.เผยแพร่เอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือรอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสรรเวลาการเดินรถขนส่งทางราง เพื่อดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมใช้ทางรถไฟของ รฟท. ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดย รฟท.ในฐานะผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐาน จะต้องบริหารจัดการการใช้รางบนหลักความเป็นกลาง โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ ตามมาตรา 68 ของพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางรางของประเทศ และสร้างรายได้จากค่าใช้รางเพื่อนำกลับไปพัฒนาระบบรางในอนาคตต่อไป
ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่ง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท) กล่าวว่าการเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะช่วยลดการผูกขาด และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมระบบราง โดยเอกสารชุดนี้มีจำนวน 598 หน้า จะทำหน้าที่เป็นคู่มือมาตรฐานที่แจกแจงรายละเอียดทางเทคนิค เงื่อนไข และกฎเกณฑ์การเข้าใช้ทางรถไฟอย่างชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการรายใหม่ที่สนใจจะเข้ามาประกอบกิจการเดินรถ สามารถนำข้อมูลไปศึกษา วางแผนการลงทุน และเตรียมความพร้อมในการเข้ามาเป็นผู้ให้บริการเดินรถขนส่งทางรางร่วมกันในอนาคต
“การรถไฟฯ มุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเป็นผู้ให้บริการเดินรถที่ได้มาตรฐาน การเปิดประตูสู่การแข่งขันเสรีนี้ นอกจากจะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนในภาคโลจิสติกส์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ประโยชน์สูงสุดจะตกอยู่กับประชาชนทั่วไป ที่จะมีทางเลือกในการเดินทางและขนส่งสินค้าที่หลากหลายขึ้น มีบริการที่ทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และได้รับอัตราค่าโดยสารที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้นจากกลไกตลาด” นายอนันต์ กล่าว
สำหรับประชาชน ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นายปริญญา รัตนาคม หัวหน้ากองวิจัยและพัฒนาการเดินรถ ฝ่ายปฏิบัติการเดินรถ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 02-220-4201 ในเวลาราชการ (09.00 – 16.00 น.) และสามารถ Download เอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ ประจำปี 2569 ฉบับเต็มได้ที่ Link https://www.railway.co.th/download/law/เอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ_2569.pdf หรือสแกน QR Code บนภาพประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์หลักของการรถไฟแห่งประเทศไทยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป