ชงรัฐปูพรม B15 พลิกเกมไบโอดีเซล เพิ่ม 1% เงินหมุน 8 พันล้าน
June 27, 2026 08:48 AM

ท่ามกลางการจับตามองถึงทิศทางพลังงานไทยภายใต้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาทของรัฐบาล โจทย์ใหญ่ที่อุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญคือการสร้างความสมดุลระหว่างกระแสยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเติบโต กับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีฐานรากผูกพันกับเกษตรกรชาวสวนปาล์มทั่วประเทศ แม้เทรนด์โลกจะมุ่งสู่พลังงานสะอาด แต่คำถามสำคัญคือ "เราจะบริหารจัดการทรัพยากรที่มีในมือให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างไร?
"ฐานเศรษฐกิจ เจาะลึกมุมมองกับ "นายศาณินทร์ ตริยานนท์" นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย ที่ได้มาสะท้อนภาพสถานะปัจจุบันของ 11 บริษัทผู้ผลิตที่มีกำลังการผลิตล้นเหลือแต่กลับถูกใช้งานไม่ถึง 30% พร้อมเปิดตัวเลขมหภาคที่ชี้ให้เห็นว่า ทุก 1% ของสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น คือเม็ดเงินหมุนเวียนถึงมือเกษตรกรไทยกว่า 8,000 ล้านบาท และเป็นกลไกสำคัญในการลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

นายศาณินทร์ ตริยานนท์" นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย

ชี้ไทยมีศักยภาพถึง B15

นายศาณินทร์  กล่าวถึงทิศทางอุตสาหกรรมไบโอดีเซลภายใต้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล วงเงิน 200,000 ล้านบาทว่า แม้เทรนด์โลกจะมุ่งไปที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่รัฐบาลควรสร้างสมดุลระหว่างพลังงานใหม่และเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีความเข้มแข็งอยู่เดิม โดยประเด็นที่น่ากังวลคือปัจจุบัน EV ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้า (CBU) ซึ่งประเทศอาจไม่ได้ประโยชน์เต็มที่เท่ากับการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพที่มาจากภาคเกษตรในประเทศเอง
“โรงงานพร้อมแต่เดินเครื่องไม่ถึงครึ่ง ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ผลิตไบโอดีเซลรวม 11 บริษัท มีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 11.2 ล้านลิตรต่อวัน แต่ในความเป็นจริงกลับมีการใช้งานเพียง 3 ล้านกว่าลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นเพียง 25-30% ของกำลังการผลิตทั้งหมดเท่านั้น เนื่องจากนโยบายที่ไม่แน่นอนในช่วงที่ผ่านมาทำให้บางโรงงานต้องปิดตัวลง เรามีโครงสร้างพื้นฐานครบตั้งแต่ต้นน้ำคือชาวสวนปาล์มไปจนถึงปลายน้ำคือโรงงานผลิต ซึ่งอุตสาหกรรมนี้แทบไม่ต้องการเงินช่วยเหลือโดยตรงจากรัฐในการสร้างอุตสาหกรรมเลย แต่สิ่งที่เราต้องการคือนโยบายที่ชัดเจน”
นายศาณินทร์ กล่าวยืนยันว่าไทยมีศักยภาพขยับสัดส่วนการผสมจาก B7 ไปได้ถึง B13-B15 ได้ทันที เพราะมีผลผลิตปาล์มน้ำมันส่วนเกินที่ส่งออกอยู่กว่า 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการในประเทศหากรัฐมีนโยบายสนับสนุน

ทุก 1% ที่เพิ่มขึ้นช่วยชาติประหยัด 8,000 ล้าน

นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทยยังฉายภาพผลประโยชน์เชิงมหาภาคว่า ทุกๆ 1% ของสัดส่วนไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น (เช่น จาก B7 เป็น B8) จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้ถึง 6-7 แสนลิตรต่อวัน หากคำนวณที่ราคาน้ำมันเฉลี่ย 35 บาท จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศและถึงมือเกษตรกรเพิ่มขึ้นประมาณ 7,000 - 8,000 ล้านบาทต่อปี ช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศโดยเฉพาะในช่วงภาวะสงครามที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูง


“ไบโอดีเซลถือเป็นหัวใจสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net Zero  เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการเติบโต นอกจากนี้ หากอุตสาหกรรมไบโอดีเซลในประเทศมีความเข้มแข็ง จะเป็นบันไดสำคัญในการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น  เช่น เคมีชีวภาพ เหมือนที่อินโดนีเซียและมาเลเซียประสบความสำเร็จมาแล้ว”

ฝากรัฐบริหารสต็อก-เลิกนโยบายแกว่ง

นายศาณินทร์ได้ฝากข้อเสนอถึงรัฐบาล 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การบริหารสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ ต้องดูแลให้ราคาในประเทศสอดคล้องกับราคาตลาดโลกเสมอ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อต้นทุนพลังงานของประชาชนและไม่ให้เกษตรกรเสียเปรียบ 2.ความต่อเนื่องของนโยบาย รัฐต้องไม่เปลี่ยนนโยบายไปมาหรือ “ชักเข้าชักออก” เนื่องจากเอกชนและเกษตรกรต้องใช้เวลาปรับตัวและลงทุนสูง และ 3.การมองปาล์มเป็นโอกาส รัฐควรเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่าปาล์มเป็นปัญหา ให้มองเป็น “อาวุธ” ในการสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนให้กับประเทศ
“เราเริ่มต้นเรื่องไบโอดีเซลมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 9 ซึ่งถือว่าเริ่มก่อนหลายประเทศมาก แต่ช่วงหลังเรากลับชะลอตัวจนประเทศอื่นแซงหน้าไป อินโดนีเซียกำลังจะไปถึง B50 แล้ว วันนี้เรามีของดีอยู่ในมือ อยู่ที่รัฐบาลว่าจะเลือกหยิบอาวุธชิ้นนี้มาใช้สร้างความยั่งยืนให้ประเทศหรือไม่” นายศาณินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,213 วันที่ 28 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.