สรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่เชียงรายติดตามการพัฒนาท่าเรือเชียงแสน เร่งยกระดับเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และประตูการค้าสำคัญของภาคเหนือ หลังปริมาณตู้สินค้าปี 2569 เติบโตเกือบเท่าตัว เพิ่มขึ้นกว่า 73.95% จากแรงหนุนการส่งออกผลไม้ไทยสู่จีนผ่านแม่น้ำโขง พร้อมสั่งการการท่าเรือแห่งประเทศไทยเตรียมขยายศักยภาพรองรับการค้าในอนาคต และเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายขนส่งทางน้ำเชื่อมไทย–จีน–ลุ่มน้ำโขง ตามนโยบายรัฐบาล
สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ลงพื้นที่เชียงรายติดตามการพัฒนาท่าเรือเชียงแสน
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงานและติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางน้ำ โดยมีเป้าหมายผลักดันท่าเรือเชียงแสนให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และประตูการค้าสำคัญของภาคเหนือ เชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศไทย จีนตอนใต้ และประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พร้อมผู้บริหารกระทรวงคมนาคม การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย บรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ณ ท่าเรือเชียงแสน
ตู้สินค้าผ่านท่าโต 74% รับอานิสงส์ส่งออกผลไม้ไทยไปจีน
นายสรรเพชญได้ตรวจเยี่ยมท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน พร้อมรับฟังผลการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรค โดยพบว่าในปีงบประมาณ 2569 ท่าเรือเชียงแสนมีเรือเข้าใช้บริการรวม 2,737 เที่ยว มีปริมาณสินค้าผ่านท่ากว่า 195,574 ตัน
จุดที่น่าสนใจคือ ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 73.95% จาก 4,030 TEU ในปี 2568 เพิ่มเป็น 7,010 TEU ในปี 2569 สะท้อนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของท่าเรือเชียงแสนในฐานะประตูการค้าระหว่างไทยกับจีน
สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ลงพื้นที่เชียงรายติดตามการพัฒนาท่าเรือเชียงแสน
การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากการทำตลาดร่วมกับท่าเรือกวนเหล่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงการที่ศุลกากรจีนอนุญาตให้นำเข้าผักและผลไม้ผ่านเส้นทางนี้ ส่งผลให้ผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน มีการขนส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์ทางแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายสรรเพชญ กล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของการขนส่งทางน้ำที่ช่วยเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยเข้าถึงตลาดจีนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
รัฐบาลเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มขีดแข่งขันผู้ประกอบการไทย
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ท่าเรือเชียงแสนถือเป็นประตูการค้าสำคัญของประเทศไทยในการเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ สปป.ลาว เมียนมา และประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระบบโลจิสติกส์โลก รัฐบาลจึงมีนโยบายผลักดันให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน ผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ และการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง เพื่อให้มีความรวดเร็ว ปลอดภัย และสามารถรองรับการเติบโตของการค้าในอนาคต
สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ลงพื้นที่เชียงรายติดตามการพัฒนาท่าเรือเชียงแสน
“ตัวเลขตู้สินค้าที่เติบโตกว่า 73 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าท่าเรือเชียงแสนยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก กระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเปิดเส้นทางการค้าใหม่ ๆ และเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก” นายสรรเพชญกล่าว
พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามแนวโน้มการเติบโตของปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านท่าเทียบเรือ เครื่องมือขนถ่ายสินค้า และระบบอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนในระยะยาว
ตรวจท่าเรือเชียงของเตรียมคืนพื้นที่ใช้ประโยชน์ใหม่
ภายหลังการตรวจเยี่ยมท่าเรือเชียงแสน นายสรรเพชญได้เดินทางต่อไปยังท่าเรือเชียงของ ซึ่งในอดีตเป็นจุดเชื่อมโยงการขนส่งทางน้ำระหว่างไทยกับ สปป.ลาว
อย่างไรก็ตาม หลังสถานการณ์โควิด-19 รูปแบบการขนส่งสินค้าเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางถนนมากขึ้น ประกอบกับการที่แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าเกิน 5,000 บาท ส่งผลให้ปริมาณเรือและสินค้าผ่านท่าเรือลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน การท่าเรือแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างเตรียมส่งคืนพื้นที่ให้กรมธนารักษ์ เพื่อพิจารณานำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐและประชาชน
สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ลงพื้นที่เชียงรายติดตามการพัฒนาท่าเรือเชียงแสน
เชื่อม“เชียงแสน-ระนอง”ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค
นายสรรเพชญ กล่าวในช่วงท้ายว่า กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนภายใต้กรอบความร่วมมือ BIMSTEC เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์ทางน้ำ ซึ่งมีต้นทุนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ
แนวทางดังกล่าวจะเชื่อมเส้นทางการค้าจากจีนตอนใต้และประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ผ่านท่าเรือเชียงแสน ลงสู่ภาคใต้เพื่อเชื่อมต่อกับท่าเรือระนอง เปิดประตูการค้าสู่มหาสมุทรอินเดียและภูมิภาคต่าง ๆ
“เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับบทบาทของประเทศไทย จากการเป็นเพียงทางผ่านของสินค้า สู่การเป็นศูนย์กลางการค้า การขนส่ง และการกระจายสินค้าของภูมิภาคอย่างแท้จริง”
รับฟังปัญหาด่านศุลกากร เร่งลดอุปสรรคการค้าชายแดน
ภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจเยี่ยมท่าเรือทั้งสองแห่ง นายสรรเพชญและคณะได้เดินทางไปยังด่านศุลกากรเชียงของ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่
ข้อมูลที่ได้รับจะนำไปประสานและบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงการอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน ลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้า เพิ่มความคล่องตัวของระบบโลจิสติกส์ และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว