อังกฤษเกือบทำได้สำเร็จ แต่ในที่สุด ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่อถึงเวลาสำคัญในการเจอกับยอดทีม ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิมทุกครั้ง
ชัยชนะของอาร์เจนตินาด้วยสกอร์ 2-1 แบบพลิกกลับมาเอาชนะอังกฤษในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกที่สนามเมอร์เซเดส-เบนซ์ สเตเดียม เมืองแอตแลนตา เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ไม่เพียงแค่สร้างความเจ็บปวดให้กับแฟนบอลอังกฤษเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความโหดร้าย อังกฤษถูกเขี่ยตกรอบในทุกเกมรอบน็อกเอาต์ของฟุตบอลโลกที่พวกเขาพบกับทีมที่ติดอันดับท็อป 10 ของโลกตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา รวมทั้งหมด 7 นัด แพ้ทั้ง 7 นัด ไม่มีข้อยกเว้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
สถิติดังกล่าวยาวนานเกือบสามทศวรรษ และแต่ละเหตุการณ์ก็เป็นเหมือนบันทึกแห่งความผิดหวังของฟุตบอลอังกฤษ ฝรั่งเศสในปี 1998 บราซิลในปี 2002 โปรตุเกสในปี 2006 เยอรมนีในปี 2010 โคลอมเบียอาจจะเป็นข้อยกเว้นเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเจอกับทีมระดับหัวแถวจริง ๆ อังกฤษมักหาทางพลาดได้เสมอ
ค่ำคืนวันพุธก็เป็นไปตามรูปแบบเดิม อังกฤษเล่นได้เหนือกว่าในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของเกม ประตูของแอนโธนี กอร์ดอน ในนาทีที่ 55 ทำให้ “สิงโตคำราม” ขึ้นนำและดูเหมือนจะรักษาสกอร์ไว้ได้ ทีมของโธมัส ทูเคิล เล่นกันอย่างมีระเบียบวินัยและมุ่งมั่นเต็มที่ ทว่าในห้านาทีสุดท้ายเหตุการณ์ที่คุ้นเคยก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ลิโอเนล เมสซี สร้างความเปลี่ยนแปลง เอนโซ เฟร์นานเดซ ยิงตีเสมอจากระยะไกลสุดสวยในนาทีที่ 85 ก่อนที่เลาตาโร มาร์ติเนซ จะโหม่งลูกเปิดของเมสซีในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งให้อาร์เจนตินาชนะและทำลายหัวใจชาวอังกฤษอีกครั้ง
อาร์เจนตินา ทีมอันดับหนึ่งของโลก คือคู่แข่งในแบบที่สถิตินี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน และพวกเขาก็ปิดฉากด้วยตอนจบที่แฟนบอลอังกฤษคุ้นชินและเจ็บปวดอย่างยิ่ง
สิ่งที่น่าขมขื่นยิ่งกว่าคือ อังกฤษเพิ่งเอาชนะเม็กซิโกและนอร์เวย์ พร้อมทั้งทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ควรได้รับการชื่นชม เมื่อเจอกับทีมที่อันดับต่ำกว่า อังกฤษชุดนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีศักยภาพในการแข่งขันและคว้าชัยในระดับสูงสุดได้
แต่เมื่อถึงเวลาต้องดวลกับทีมท็อป 10 ในรอบน็อกเอาต์ กำแพงแห่งอาถรรพ์ก็ยังไม่แตก อังกฤษเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้มาแล้ว 7 ครั้งตั้งแต่ปี 1998 และทั้ง 7 ครั้งจบลงด้วยการกลับบ้านอย่างน่าเจ็บปวด