ทุกปีในช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา จังหวัดอุบลราชธานีจะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชม “งานประเพณีแห่เทียนพรรษา” เทศกาลสำคัญที่มีชื่อเสียงของจังหวัด ภาพของต้นเทียนแกะสลักขนาดใหญ่ ขบวนแห่ และการแสดงศิลปวัฒนธรรม คือสิ่งที่หลายคนคุ้นตาและรอคอยในทุกปี แต่กว่าต้นเทียนแต่ละต้นจะออกมาให้ผู้คนได้ชื่นชม เบื้องหลังต้องอาศัยการทำงานต่อเนื่องหลายเดือน ตั้งแต่การออกแบบสร้างโครง ปั้นหุ่น แกะสลักลวดลาย ไปจนถึงการเก็บรายละเอียดในขั้นสุดท้าย ทุกขั้นตอนเกิดจากความร่วมมือของช่างแกะสลักและคนในชุมชนที่ช่วยกันถ่ายทอดเรื่องราวทางพุทธศาสนา ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านงานศิลปะบนต้นเทียน
เทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานีแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ต้นเทียนโบราณ แบ่งเป็นขนาดใหญ่และขนาดเล็ก, ต้นเทียนติดพิมพ์ และต้นเทียนแกะสลัก โดยต้นเทียนติดพิมพ์และต้นเทียนแกะสลักยังแบ่งตามขนาดเป็นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งเราจะเดินทางไปเยี่ยมชม 7 คุ้มวัดที่กำลังเร่งสร้างต้นเทียน เพื่อเบื้องหลังการทำงานก่อนที่ผลงานทั้งหมดจะออกสู่สายตาผู้ชมในวันแห่จริงในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้

วัดพระธาตุหนองบัว คุ้มวัดที่สร้างต้นเทียนแกะสลักขนาดใหญ่ ตั้งแต่ก้าวเข้าไปในโรงเทียนก็สะดุดตากับประติมากรรมม้าที่กำลังยกขาหน้า ขณะที่ด้านในช่างแต่ละคนกำลังตั้งใจแกะสลักลวดลายและเก็บรายละเอียดอย่างประณีต อีกมุมหนึ่งช่างเหี่ยว–สุดสาคร หวังดี ช่างใหญ่ กำลังตรวจความเรียบร้อยของผลงาน ได้เล่าว่า ปีนี้วัดพระธาตุหนองบัวเลือกถ่ายทอด พุทธประวัติ ตอนมารผจญ
การทำต้นเทียนของช่างเหี่ยวไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะความงามของลวดลาย แต่ต้องคำนึงถึงภาพรวมทั้งหมด ทั้งสัดส่วน การจัดองค์ประกอบ และความสมจริง ลวดลายส่วนใหญ่ยังยึดพื้นฐานศิลปะไทยที่สืบทอดจากครูบาอาจารย์ และได้มีการปรับตำแหน่งตัวละครหลายส่วนให้อยู่ในระดับสายตามากขึ้น เพื่อให้ผู้ชมเห็นรายละเอียดได้ชัดทั้งขณะจอดแสดงและระหว่างเคลื่อนขบวน พร้อมออกแบบให้ชมได้จากทั้งสองด้าน โดยมีตัวละครอย่างเทวดา พญานาค ยักษ์ และสัตว์ในตำนาน ช่วยเติมเต็มเรื่องราวของพุทธประวัติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ขับรถต่ออีกราว 20 นาที ไปยังโรงทำเทียนของ วัดไชยมงคล ซึ่งแยกออกมาตั้งอยู่กลางผืนป่า เพราะพื้นที่ภายในวัดไม่เพียงพอสำหรับสร้างต้นเทียนขนาดใหญ่ เมื่อเดินเข้าไป ภาพแรกที่เช่างแกะสลักบรรจงแกะลายบนเนื้อเทียนห็นคือนั่งร้านที่ล้อมรอบต้นเทียนสูงตระหง่าน ช่างหลายคนกำลังทำงานอยู่ทั้งด้านบนและด้านล่าง บ้างแกะสลัก บ้างปั้นหุ่น บ้างต้มเทียน ทุกคนต่างเร่งมือเก็บรายละเอียดกันอย่างตั้งใจ
ช่างเล็ก เวชภัณฑ์ ช่างใหญ่ของคุ้มวัด กำลังบรรจงแกะสลักพระพักตร์ของพระนารายณ์ ได้หยุดมือลง พร้อมเล่าว่า ปีนี้ต้นเทียนนำเสนอ พุทธประวัติ ตอนผจญมารและผจญธิดามาร มี นางราคะ นางตัณหา และนางอรดี ธิดาทั้งสามของพญามารที่พยายามใช้ความงามยั่วยวนพระพุทธเจ้า ถ่ายทอดเหตุการณ์ก่อนการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยด้านหน้าต้นเทียนประดิษฐานพระนารายณ์ยืนทรงนาค รายล้อมด้วยกินรี กินนร และพญานาค เอกลักษณ์ของวัดไชยมงคลคือการให้ความสำคัญกับ สัดส่วนของหุ่น ทุกตัวละครถูกปั้นให้สมจริงก่อนจึงตกแต่งด้วยลวดลายไทย ทำให้ผลงานดูมีมิติและเป็นเอกลักษณ์ ต้นเทียนปีนี้มีความยาว 18 เมตร สูง 5.50 เมตร ซึ่งอาจจะเป็นผลงานแกะสลักเทียนปีสุดท้ายของช่างเล็ก ที่จะได้อวดโฉมในงายแห่เทีบนอุบลฯด้วย

จากตัวเมืองอุบลราชธานี เราเดินทางต่อไปยัง วัดเมืองเดช อ.เดชอุดม เพื่อชมการสร้างต้นเทียนของชาวเดชอุดม ปีนี้มาในแนวคิด พระมหาชน ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความเพียรผ่านต้นเทียนขนาดใหญ่ ความยาว 22 เมตร สูง 5.40 เมตร น้ำหนักราว 20 ตัน นับเป็นหนึ่งในต้นเทียนที่ยาวที่สุดของประเทศไทย เมื่อก้าวเข้าไปในโรงเทียน ก็สัมผัสได้คือไอร้อนจากสปอร์ตไลท์ที่ส่องไปยังต้นเทียนตลอดเวลา เพื่อให้เนื้อเทียนอ่อนตัวและง่ายต่อการแกะสลัก รอบต้นเทียนมีช่างฝีมือท้องถิ่นราว 18 คน กำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น บางคนค่อย ๆ แกะลายกนก บางคนเก็บรายละเอียดลายไทยและพญานาคบนเนื้อเทียน แม้อากาศภายในโรงเทียนจะร้อนอบอ้าว แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง เสียงพูดคุยสลับกับปลายนิ้วที่ใช้สิ่วแกะสลักเทียนอย่างประณีต สร้างสรรค์ผลงานทีละรายละเอียดจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของชาวเดชอุดม

นอกจากต้นเทียนแกะสลักแล้วกลุ่มผลิตภัณฑ์เทียนหอมเดชอุดม ยังได้รับมอบหมายจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุบลราชธานี ให้สร้าง ต้นเทียนหอม สำหรับจัดแสดงในงานแห่เทียนพรรษาช่วงกลางคืน ขนาด 2 x 5 เมตร โดยรวบรวมสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานีไว้ในต้นเดียว ทั้งธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก ที่ประดิษฐานอยู่ วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง ต้นกัลปพฤกษ์ วัดภูพร้าว ดอกไม้พระราชทานทั้ง 5 ชนิด และดอกบัว สัญลักษณ์ประจำจังหวัด ความแตกต่างของต้นเทียนหอมคือการใช้สีสันสดใสให้สะท้อนแสงยามค่ำคืน และใช้เทียนหอมเป็นวัสดุหลัก ทำให้ผู้ชมไม่เพียงได้ชมความสวยงาม แต่ยังสัมผัสกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตลอดการจัดแสดงด้วย

วันต่อมาที่คุ้มวัดผาสุการาม ซึ่งกำลังจัดสร้างต้นเทียนแกะสลักขนาดกลาง ของอ.บุณฑริก ในช่วงเช้าช่างบางส่วนกำลังทำกับข้าวเพื่อทานร่วมกันก่อนทำงาน เราเดินชมรอบๆ จนช่างเกมส์- อัฐกร แก้วหาวงค์ หัวหน้าช่างที่อายุเพียง 26 ปี แต่สั่งสมประสบการณ์มาตั้งแต่เด็กจากการเป็นลูกมือช่างมากก่อน จนศึกษาจบด้านทัศนศิลป์ ได้พาเราเดินชมพร้อมอธิบายแนวคิดของต้นเทียนปีนี้ว่ายังคงยึดแนวทางการเล่า พุทธประวัติ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของงานแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี

โดยต้นเทียนนี้ถ่ายทอดเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่ เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช ไปจนถึง การเสด็จดับขันธปรินิพพาน และฐานเทียนคือธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก ที่พยายามคงรายละเอียดต้นฉบับให้มากที่สุด แม้จะมีการลดทอนรายละเอียดบางส่วนให้เหมาะกับโครงสร้างของต้นเทียน สำหรับเอกลักษณ์ของช่างเกมส์ จะเน้นการสร้างมิติให้ลวดลายด้วยการปรับความโค้งนูนของเนื้อเทียน และนำลวดลายพื้นถิ่นที่พบตามวัดเก่าในอุบลราชธานีมาประยุกต์ใช้ ทำให้งานยังคงกลิ่นอายศิลปะอีสานควบคู่กับศิลปะไทย

เดินทางมายังวัดศรีประดู่ ที่ทำเทียนประเภทติดพิมพ์ขนาดใหญ่ ที่นี่ทั้งช่างและพระกำลังค่อย ๆ ติดลวดลายขี้ผึ้งลงบนต้นเทียนทีละชิ้นอย่างประณีต เพราะทุกชิ้นทำจากขี้ผึ้ง หากเจอความร้อนหรือฝุ่นมากเกินไป อาจทำให้รายละเอียดเสียหายได้ ช่างโก้-อภิชาติ คอแก้ว ช่างใหญ่ เล่าว่า ปีนี้ต้นเทียนมาในแนวคิดเนมิราช พุทธชาดกที่เล่าเรื่องท้าวเนมิราช ผู้ได้รับเชิญจากพระอินทร์ให้ขึ้นไปชมสวรรค์ แต่ขอแวะนรกก่อน เพื่อนำสิ่งที่พบเห็นกลับมาเป็นคติสอนผู้คน ภาพบนต้นเทียนจึงแบ่งเรื่องราวของนรกและสวรรค์ไว้อย่างชัดเจน โดยมีเอกลักษณ์คือการขึ้นงานแบบ ฟรีฟอร์ม ค่อย ๆ เติมองค์ประกอบและลวดลายไปพร้อมกับการสร้างโครง ทำให้สามารถปรับรายละเอียดของตัวละคร ท่วงท่า และเครื่องแต่งกายให้ดูสมจริงและมีชีวิตชีวามากขึ้น
ระหว่างพาเดินชม ช่างชี้ให้ดูลวดลายใหม่ที่กำลังติดบนต้นเทียน ซึ่งยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ เป็นลายที่ออกแบบให้เส้นสายไหลต่อเนื่องโดยไม่มีแพตเทิร์นตายตัว ได้แรงบันดาลใจจาก ดอกไม้พระราชทาน 5 ชนิดของจังหวัดอุบลราชธานี ขณะที่ลวดลายดั้งเดิมอย่าง กนกเปลวรวงข้าว ซึ่งอาจารย์สมคิด สอนอาจ ออกแบบจากรวงข้าวของวิถีเกษตรอีสาน ก็ยังคงถูกนำมาใช้และต่อยอดในผลงานปีนี้เช่นกัน

อีกวัดที่ทำเทีบนติดพิมพ์ขนาดใหญ่ คือ วัดมหาวนาราม พระอารามหลวง ช่าอภิชาติ อินทรวิเชียร ช่างผู้ดูแลการทำเทียนปีนี้ ได้บอกว่าเลือกถ่ายทอดเรื่องเนมิราชชาดก เรื่องราวของท้าวเนมิราชที่พระอินทร์เชิญขึ้นไปชมสวรรค์ แต่ขอแวะชมนรกก่อน เพื่อนำสิ่งที่เห็นกลับมาสอนประชาชนให้ทำความดี ส่วนอีกด้านของต้นเทียนเป็นเหตุการณ์ พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา โดยลวดลายบนต้นเทียนแม้จะมีต้นแบบ แต่ช่างแต่ละคนสามารถเติมรายละเอียดและดัดแปลงตามฝีมือของตัวเองได้ จึงทำให้ต้นเทียนแต่ละต้นมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน
คุ้มวัดสุดท้ายที่วัดแจ้ง เดินชมบริเวณโรงเทียน สังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ บนต้นเทียนที่เกิดจากงานติดพิมพ์ จนอดไม่ได้ที่จะถามช่างป้อม-เกรียงไกร พันธ์พิพัฒน์ ช่างใหญ่ บอกว่า สำหรับต้นเทียนปีนี้ ถ่ายทอดเรื่องราว พุทธประวัติ โดยเลือกใช้ ม้ากัณฐกะ เป็นองค์ประกอบสำคัญ เนื่องจากเป็นปีมะเมีย เรื่องราวซึ่งผู้ชมสามารถเดินชมรอบต้นเทียนและติดตามเรื่องราวได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคันเทียน เอกลักษณ์ของคุ้มวัดแห่งนี้คือ สูตรการผสมเนื้อเทียนที่สืบทอดกันมากว่า 50–60 ปี โดยใช้ขี้ผึ้งแท้ผสมกับพาราฟินเพื่อเพิ่มความเหนียว เติมขี้ผึ้งฟอกสีและสีน้ำมันในสัดส่วนเฉพาะ ทำให้เนื้อเทียนมีสีเหลืองนวล เนียนสวย และเก็บรายละเอียดของลวดลายได้คมชัด เป็นเอกลักษณ์ที่สืบต่อจากครูช่างรุ่นก่อน

เดินไปชมโต๊ะที่กำลังพิมพ์ลาย ซึ่งมีทั้งบล็อกเก่าและบล็อกที่ออกแบบขึ้นใหม่ที่ใช้อยู่ ซึ่งบล็อกเก่าที่ยังคงรักษาและใช้ในปัจจุบันเรียกว่า หินสบู่ เป็นวัสดุที่มีเนื้อละเอียดกว่าและอ่อนกว่าหินอ่อน ทำให้สามารถแกะลวดลายได้ง่ายและคมชัด แต่เมื่อหินสบู่หายากขึ้น จึงปรับมาใช้ไม้เนื้อแข็งแทน ลวดลายบนต้นเทียนยังคงมีทั้งลายโบราณที่สืบทอดกันมา เช่น ลายใบเทศใหญ่ ลายบัวใบเทศ ลายประจำยาม และลายบัวปากปลิง รวมถึงลวดลายใหม่ที่ช่างช่วยกันออกแบบขึ้นในแต่ละปี เพื่อให้ผลงานมีความสดใหม่ แต่ยังคงรักษารากของศิลปะไทยและภูมิปัญญาช่างอุบลราชธานีไว้

หลังจากได้ไปชมเบื้องหลังการสร้างต้นเทียนตามคุ้มวัดต่าง ๆ สิ่งที่ได้สัมผัสไม่ใช่เพียงฝีมือของช่างที่บรรจงแกะสลักและติดลวดลายอย่างประณีต แต่ยังได้เห็นความทุ่มเทและความเสียสละ ช่างหลายคนใช้ชีวิตกิน นอนอยู่ในโรงเทียน คนในชุมชนก็แวะเวียนช่วยแกะลายพิมพ์ ทำกับข้าว เป็นพลังของชุมชนที่ร่วมกันสืบสานประเพณีอันงดงามของอุบลฯไว้ เสาร์หน้าเราจะพาไปสัมผัสบรรยากาศขบวนแห่เทียนพรรษา ที่อบอวลไปด้วยความตั้งใจและแรงศรัทธา




