‘สาทิตย์’ ชี้ ฮั้วสว. คือรัฐประหารปชต. จี้ ‘แสวง’ สืบหาข้อเท็จจริงให้สมชื่อ เตือน ไม่ยื่นฟ้องศาลเจอ 157 แน่ ขณะที่ ‘สิริพรรณ’ แนะ ‘สว.สำรอง’ ฟ้อง กกต. หากส่งคดีโกงสว. ถึงศาลฏีกาล่าช้า มอง 3 ทาง กังวลตัดตอน-ฟ้องบางส่วน ประเมินตัวเลข สว. 66 คนโดนสังเวย
26 ก.ค.2569 – ที่รัฐสภา ภายใจกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค 2)” นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนเองมีข้อสังเกต 3 ข้อคือ 1.รูปแบบของกระบวนการฮั้วสว. ที่พยานแต่ละคนที่ให้ผ่านสื่อสารมวลชน เวทีต่างๆ หรือบอกเล่าก็ดี มีรูปแบบที่ชัดเจนและเป็นรูปแบบเดียวกันหมดแสดงให้เห็นว่าที่หลายคนพูดตรงกันนั้นเป็นข้อเท็จจริง ไม่มีส่วนที่เป็นการหยิบยกขึ้นมาแล้วเป็นการมโนขึ้นอย่างแน่นอน ในรูปแบบที่มีการดำเนินการอยู่ในเรื่องของการฮั้วสว.นั้น
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า แม้เรื่องนี้จะผ่านมาแล้วช่วงหนึ่ง แต่พยานสามารถเล่ารูปแบบในแต่ละเรื่องได้ชัดเจนมาก หลายคนยังเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ เอาไว้ ซึ่งตนเองคิดว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญมาก ในการที่จะดำเนินการต่อในเรื่องนี้ เรื่องที่ตนเองมองว่าต้องการประณามในเรื่องดังกล่าวคือการแจกเสื้อเหลืองที่เป็นการอ้างความจงรักภักดี แต่เอาความจงรักภักดีนี้ไปทำเรื่องชั่ว ซึ่งเราต้องประณามคนนั้น
นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนข้อสังเกตที่ 2 ขอฝากไปถึงนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าที่มีการจัดงานโดยฝ่ายค้านก็ดี ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ก็ดี ก็ติดตามอยู่ แต่ก็จะดูว่าสิ่งใดบ้างอยู่ในสำนวนหมายความว่าที่พยานให้หลักฐานทั้งหลาย หากอยู่ในสำนวนก็เป็นเรื่องที่เขาพิจารณาอยู่แล้ว แต่ความหมายที่นายแสวงพูดคือสิ่งใดที่ไม่อยู่ในสำนวนก็ฟังเอาไว้ หมายความว่าสิ่งที่นายแสวงที่เป็นเลขาธิการกกต. ซึ่งความจริงสอบตกแต่มีการทำคะแนนให้ผ่านมาได้
“คุณแสวงพูดเหมือนว่าสิ่งที่กำลังมีการให้ข้อเท็จจริง มีการเปิดข้อเท็จจริงเพิ่มในทุกวัน กกต.โดยคุณแสวงจะไม่สนใจ ผมกำลังจะบอกว่ากกต. กำลังจะทำผิดกฎหมายตัวเอง กกต.สืบสวนและสอบสวนหาข้อเท็จจริงโดยใช้ระบบการไต่สวน ระบบไต่สวนคือการแสวงหาข้อเท็จจริง ฉะนั้น คุณแสวงต้องทำตามชื่อตัวเองคือแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งฝากถึงคุณแสวงด้วยและจะไปถึงกกต. ทุกคน หากคุณ ปฏิเสธการแสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวน ป.ป.ช. วันหนึ่งหากคุณตัดสินใจในทางที่ไม่ฟ้องหรือไม่ยื่นศาลในคดีฮั้วสว. ผมว่าคุณเจอ 157 แน่นอน แล้วหากเจอเรื่อง 157 อย่าลืมเรื่องคุณวาสนา เพิ่มลาภ ในอดีตด้วย” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีคนลุกขึ้นมาให้ข้อมูลก้อนใหญ่ และเป็นหน้าที่ของกกต. ชุดใหญ่จะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวน ขณะที่ข้อสังเกตข้อที่ 3 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีการหารือกันคือ เมื่อเราติดตามข้อมูลที่เกิดขึ้นและมีผู้ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้วเราคิดว่ากกต.ชุดใหญ่ ไม่มีทางเลือกเป็นอื่น นอกจากส่งศาลพิจารณาเรื่องนี้เท่านั้น
“ เพราะกกต.โดยลำพังขณะนี้ต้องถือว่าอยู่ในความระแวงของพี่น้องประชาชน มีความไม่น่าเชื่อถือเพราะมีกระบวนการที่ผิดปกติเกิดขึ้นในกกต. หากจะพิสูจน์ข้อข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ต้องให้ศาลสถิตย์ยุติธรรมเท่านั้น ฉะนั้น เรื่องนี้ฝ่ายค้านจะต้องมีการแสวงหาความร่วมมือในการที่จะคุ้มครองพยานเพื่อให้เรื่องนี้เดินไปสู่ข้อเท็จจริง เพราะการฮั้วสว. คือการรัฐประหารประชาธิปไตย” นายสาทิตย์ ระบุ
ด้านศาสตราจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา กล่าวว่า ในกระบวนการได้มาของสว. ไม่ชอบการซื้อเสียง แต่การได้มาของสว. เป็นการซื้ออิทธิพลจากอิทธิพลเพื่อยึดกุมรัฐ ซึ่งคล้ายกับการโกงข้อสอบของท้องถิ่นที่ให้ฝ่ายปกครอง อำเภอ และจังหวัด พิจารณาคุณสมบัติมาถึงการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กลุ่มที่พยายามทำเรื่องนี้ไม่ใช่ความบังเอิญแต่ใช้โครงข่ายอิทธิพล ยึดกุมอำนาจรัฐ
ศาสตราจารย์สิริพรรณ กล่าวว่า ในแง่ของกฎหมายเห็นว่ามี 2 ระดับคือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การได้มาซึ่ง สว.จะจบที่ศาลฏีกาและกฎหมายอาญาในคณะชุดที่ 26 พิจารณาอั้งยี่ ซ่องโจร ทั้งนี้การพิสูจน์ปราศจากข้อสงสัยอันสมควรพิสูจน์โดยกฎหมายอาญา แต่กกต.ที่ควบคุม พ.ร.ป.สว. ใช้เพียงหลักฐานที่พึงเชื่อได้ว่าเท่านั้น ที่จะส่งไปศาลฏีกา ทั้งนี้ได้เห็นข้อมูลจำนวนมาก จากกรรมการตรวจสอบ จากพยานปากคำ เป็นหน้าที่ของกกต.ใช้แค่หลักฐานอันพึงเชื่อได้ว่า ไม่มีหน้าที่พิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย เพราะเป็นหน้าที่ของศาล ซึ่งกกต.มีหน้าที่คุมกติกา ต้องไม่ยื้อเวลาเพราะต้นทุนความล่าช้าเป็นต้นทุนความไม่ชอบธรรม ขอบเขตอำนาจที่ส่งศาลฏีกา พึงเชื่อได้ว่า หรือคิดเป็นอื่นได้แล้ว
“กับสิ่งที่ กกต.ดำเนินการในคดีนี้ มีความเป็นไป 3 ทาง คือ 1.สั่งฟ้อง หากสั่งฟ้องทั้งหมดเป็นชัยชนะของสังคมไทย 2.ไม่ฟ้องเลย หรือยกคำร้องทั้งหมด จะถูกตั้งคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบและสังคมไทยสูญเสียของสภาสูง และ 3.ฟ้องบางส่วนที่มีความเป็นไปได้สูง ทั้งนี้ต้นไม้ที่เป็นพิษ ตัดปลายที่เป็นพิษ แต่รากแก้วที่เป็นพิษยังอยู่ จะแตกหน่อสร้างมลพิษต่อ ทั้งนี้ปรากฎการณ์ได้มาของสว. ได้เห็นการใช้อิทธิพล เทคโนโลยี เครือข่ายยึดกุมอำนาจรัฐ สิ่งที่กังวลใจคือการตัดตอนผู้เสียหายบางส่วน ให้สังคมรับรู้ว่าถูกรับผิดชอบแล้ว” ศาสตราจารย์สิริพรรณ กล่าว
ศาสตราจารย์สิริพรรณ กล่าวต่อว่า ต้องยุติกระบวนการเลือก สว. ก่อนเลือกตั้งรอบหน้า ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ ขอให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพราะหากมีกระบวนการตัดตอนคดีฮั้วสว. เชื่อว่าจะต้องคงเสียงข้างมากในสภาสูงไว้ 1 ใน 3 ซึ่งตัวเลขที่คาดว่าจะถูกฟ้องคือ สว. 66 คนที่ต้องถูกสละตำแหน่งเพื่อให้ สว.สำรองขึ้นมาทำหน้าที่ แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญได้
ศาสตราจารย์สิริพรรณ กล่าวต่อว่า การเอาผิด กกต.ด้วยมาตรา 157 อาจจะเป็นไปได้อยาก เพราะกกต.จะอ้างว่าทำตามกฎหมาย แต่มีอีกช่องทางที่จัดการกับ กกต.ได้ หากทำงานล่าช้าหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือ ศาลปกครอง โดย สว.สำรอง สามารถดำเนินการฟ้องร้อง กกต. ได้ ซึ่งตนเองหวังว่ากกต.จะทำหน้าที่พยุงความชอบธรรมและความเชื่อมั่นในการจัดการเลือกตั้งกลับมา.