รร.โรฮิงญาในมาเลเซียทยอยปิด หลัง "คำพูดเกลียดชัง" บนโซเชียลพุ่ง เด็กกลัวจนไม่กล้าไปเรียน
July 27, 2026 04:55 PM

โรงเรียนสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในมาเลเซียอย่างน้อย 9 แห่ง ต้องปิดการเรียนการสอนหรือถูกสั่งปิด หลังเผชิญกระแสวาทกรรมสร้างความเกลียดชังและข้อมูลบิดเบือนบนสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้เด็กจำนวนมากถูกคุกคาม ข่มขู่ และไม่กล้าออกจากบ้าน ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนสถานการณ์อาจสร้างบาดแผลทางจิตใจในระยะยาวและทำให้ปัญหาสังคมรุนแรงขึ้น

โรงเรียนสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในประเทศมาเลเซียกำลังเผชิญวิกฤต หลังมีการปิดโรงเรียนอย่างน้อย 9 แห่งทั่วประเทศ ท่ามกลางกระแสวาทกรรมสร้างความเกลียดชังและข้อมูลบิดเบือนที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้เด็กผู้ลี้ภัยจำนวนมากตกเป็นเป้าของการคุกคามและการเลือกปฏิบัติ

หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบคือ "นูร์" เด็กหญิงชาวโรฮิงญาวัย 12 ปี ซึ่งหยุดไปโรงเรียนตั้งแต่เดือนมิถุนายน หลังถูกชายสองคนข่มขู่ระหว่างเดินทางไปเรียน โดยถามว่า "จะไปโรงเรียนทำไม อยากมายึดประเทศของเราหรือ" ครอบครัวของเธอขอสงวนนามสกุล เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับผลกระทบด้านความปลอดภัย

นักเคลื่อนไหวในชุมชนโรฮิงญาระบุว่า เด็กจำนวนมากหวาดกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้าน พร้อมเตือนว่าการคุกคามเช่นนี้ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวเพียงชั่วคราว แต่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กในระยะยาว

การตรวจสอบของสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า โรงเรียนอย่างน้อย 9 แห่งต้องหยุดการเรียนการสอนด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย หรือถูกทางการสั่งปิด หลังตกเป็นเป้าโจมตีบนโลกออนไลน์ โดยหลายโรงเรียนถูกกล่าวหาว่าดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาต

มาเลเซียไม่ได้ให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่ชาวโรฮิงญาอย่างเป็นทางการ แต่จัดให้เป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย แม้ว่าจะมีชาวโรฮิงญาราว 120,000 คนที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ก็ตาม อีกทั้งผู้ลี้ภัยไม่มีสิทธิทำงานอย่างถูกกฎหมาย และบุตรหลานก็ไม่สามารถเข้าเรียนในระบบการศึกษาของรัฐ ทำให้ต้องพึ่งพาโรงเรียนที่ดำเนินการโดยองค์กรเอกชนหรือศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน

 

กระแสต่อต้านโรฮิงญาระลอกล่าสุดเริ่มรุนแรงขึ้นในเดือนพฤษภาคม หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสุขอนามัยในการเชือดวัวตามพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามของชุมชนโรฮิงญา ก่อนที่ข้อความและคลิปวิดีโอโจมตีจะถูกเผยแพร่ต่อบนแพลตฟอร์มของเมตา และ TikTok

นอกจากนี้ ยังมีคำร้องออนไลน์เรียกร้องให้รัฐบาลขับไล่ผู้ลี้ภัยโรฮิงญา ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อเกือบ 500,000 คน ก่อนถูกถอดออกในเดือนมิถุนายนตามคำร้องขององค์กรสิทธิมนุษยชน ขณะที่บางโพสต์ถึงขั้นยุยงให้ใช้ความรุนแรง และมีอินฟลูเอนเซอร์บางรายเรียกร้องให้ผู้ติดตามถ่ายภาพชุมชนโรฮิงญาและแจ้งพิกัดให้เจ้าหน้าที่

องค์กรสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น "Article 19" ระบุว่า กระแสเกลียดชังบนโลกออนไลน์ส่งผลให้ชุมชนโรฮิงญาถูกตรวจสอบ เข้าตรวจค้น และโรงเรียนหลายแห่งถูกสั่งปิด แต่รัฐบาลกลับใช้มาตรการเชิงลงโทษมากกว่าการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาแทนที่จะช่วยลดความตึงเครียด

ด้าน UNHCR แสดงความกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง ข้อมูลบิดเบือน และการลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้ลี้ภัยโรฮิงญา พร้อมระบุว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อทั้งผู้ลี้ภัยและชุมชนเจ้าบ้าน

ขณะที่ครูในโรงเรียนที่ยังเปิดสอนอยู่ต้องใช้มาตรการป้องกันหลายรูปแบบ เช่น ห้ามนักเรียนสวมเครื่องแบบ ยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้ง และลดการเปิดเผยข้อมูลของโรงเรียน เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าบนโลกออนไลน์

นักเคลื่อนไหวเตือนว่า หากโรงเรียนสำหรับเด็กโรฮิงญายังคงทยอยปิดตัวต่อไป เด็กจำนวนมากจะสูญเสียโอกาสทางการศึกษา และอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมที่รุนแรงขึ้น เช่น การแต่งงานตั้งแต่อายุน้อย การเร่ร่อน และการขอทานบนท้องถนน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมวงจรความยากจนและการถูกกีดกันในสังคม

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.