องค์กรเฝ้าระวังเตือนกองทัพเมียนมาปรับโครงสร้าง ยกระดับทิ้งระเบิด-สังหารหมู่พลเรือน
July 27, 2026 04:56 PM

องค์กรเฝ้าระวังความขัดแย้ง ACLED ระบุว่า กองทัพเมียนมาได้ยกระดับความรุนแรงและการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือนอย่างหนัก หลังจากการปรับโครงสร้างอำนาจใหม่และการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของพลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการสังหารหมู่เฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แล้วกว่า 450 ราย

องค์กร Armed Conflict Location & Event Data Project (ACLED) ซึ่งติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลก เปิดเผยรายงานระบุว่า กองทัพเมียนมาได้ยกระดับการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนอย่างชัดเจน นับตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างการบังคับบัญชาทางทหารเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และแต่งตั้ง พล.อ.เย วิน อู อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองและผู้ใกล้ชิดของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่มิน อ่อง หล่าย จะก้าวจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดขึ้นเป็นประธานาธิบดี ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากมีการห้ามพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่เข้าร่วมแข่งขัน ส่งผลให้รัฐบาลทหารสามารถรักษาอำนาจทางการเมืองไว้ได้

ACLED ระบุว่า ยุทธวิธีของกองทัพเปลี่ยนไปจากเดิม โดยมีการส่งเครื่องบินขับไล่เป็นชุดละ 2-5 ลำ เข้าโจมตีเป้าหมายเดียวซ้ำหลายระลอก ทำให้แม้จำนวนครั้งของการโจมตีทางอากาศที่บันทึกได้จะลดลง แต่ความรุนแรงและจำนวนผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน

นอกจากการโจมตีทางอากาศแล้ว รายงานยังระบุว่า กองทัพกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีพลเรือนโดยตรงเพิ่มขึ้น ทั้งการจับกุม การลักพาตัว การวางเพลิงเผาหมู่บ้าน และการกวาดล้างในพื้นที่ที่เป็นฐานสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะในภูมิภาคตอนกลางของประเทศ หรือพื้นที่ "อันยาร์ (Anyar)" ซึ่งครอบคลุมบางส่วนของเขตสะกาย มัณฑะเลย์ และมะกเว

 

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ACLED บันทึกเหตุสังหารหมู่ที่กองทัพเป็นผู้ก่อเหตุมากกว่าสิบครั้ง ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตกว่า 450 คน โดยเกือบ 40% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในภูมิภาคอันยาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เชื่อมต่อหลายสมรภูมิ และเป็นเส้นทางโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อกำลังทหารรัฐบาลหลายร้อยนายเข้าปฏิบัติการในเมืองมิตเช ใกล้เมืองพุกาม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ แม้สำนักข่าวรอยเตอร์จะไม่สามารถตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างอิสระ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลของ ACLED และมีรายงานจากสื่อท้องถิ่นหลายแห่ง

รายงานยังระบุว่า กองทัพเมียนมามุ่งโจมตีพื้นที่ที่มีการสู้รบสำคัญในรัฐชิน กะเหรี่ยง รัฐยะไข่ รวมถึงบางส่วนของเขตพะโค มะกเว และสะกาย โดยใช้ทั้งการโจมตีทางอากาศ โดรน และปืนใหญ่ พร้อมระบุว่าเป้าหมายจำนวนมากเป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล โบสถ์ วัด และสถานที่ชุมนุมของประชาชน รวมถึงศูนย์พักพิงผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ

นอกจากนี้ กองทัพยังขยายการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังประชาชนผ่านระบบ Person Scrutinization and Monitoring System (PSMS) ควบคู่กับกล้องวงจรปิดที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และฐานข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนกับข้อมูลชีวมิติ เพื่อระบุตัวและติดตามผู้เห็นต่างจากรัฐบาลทหาร ขณะเดียวกัน เครือข่ายที่สนับสนุนกองทัพยังเฝ้าติดตามผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

ข้อมูลของรัฐบาลทหารระบุว่า ระหว่างปี 2024 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026 มีประชาชนมากกว่า 20,000 คน ถูกควบคุมตัวจากการเผยแพร่เนื้อหาบนโลกออนไลน์ โดยการจับกุมจำนวนมากเกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งและการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง

ACLED ประเมินว่า แม้การโจมตีทางอากาศอาจลดลงชั่วคราวในช่วงฤดูมรสุม แต่มีแนวโน้มจะกลับมารุนแรงอีกครั้งหลังเดือนตุลาคม เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อปฏิบัติการทางทหาร พร้อมเตือนว่าพลเรือนในพื้นที่สู้รบจะยังคงเผชิญการอพยพ ความขาดแคลนอาหาร การรักษาพยาบาล และวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

รายงานดังกล่าวเผยแพร่ในช่วงที่รัฐบาลเมียนมาเร่งดำเนินความพยายามทางการทูตเพื่อสร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ โดยมิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนอินเดียและจีนในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งอาเซียนเริ่มกลับมาเปิดช่องทางการติดต่อกับรัฐบาลเมียนมามากขึ้น หลังจากเคยระงับการเชิญผู้นำรัฐบาลทหารเข้าร่วมการประชุมสุดยอดภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2021

ทั้งนี้ มิน อ่อง หล่าย มีกำหนดเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม ซึ่งถูกจับตาว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพิ่มการยอมรับรัฐบาลเมียนมาบนเวทีภูมิภาค

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.