ข้อมูลจากงานวิจัยของกรมสุขภาพจิตระบุชัดว่า ประเทศไทยติดอันดับ 2 ของโลกเรื่องการบูลลี่ รองจากญี่ปุ่น โดยฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ได้หยิบยกข้อมูลนี้ขึ้นพูดในงานเสวนาหัวข้อ BULLYING กลั่นแกล้ง ความรุนแรงที่รอวันระเบิด เมื่อเดือนมกราคม 2563 จัดโดยเครือข่ายปกป้องเด็กและเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคมร่วมกับภาคีหลายฝ่าย
ด้านสภาผู้บริโภคเคยทำแบบสำรวจแยกต่างหากระหว่างวันที่ 8-22 เมษายน 2568 จากผู้ตอบแบบสอบถาม 798 คน พบว่า 42% เคยพบเห็นหรือประสบความรุนแรงในโรงเรียนด้วยตัวเอง แบ่งเป็น 4 มิติ ความรุนแรงทางกายที่พบมากสุดคือการตี 62.6% ความรุนแรงทางวาจาที่พบมากสุดคือคำพูดทำร้ายจิตใจ 68.7% ความรุนแรงทางสังคมที่พบมากสุดคือการล้อเลียนต่อหน้าคนจำนวนมาก 50.1% ส่วนไซเบอร์บูลลี่พบการโพสต์ด่าทอเหยียดหยาม 27.6%
ที่น่าสนใจคือต้นเหตุหลักของความรุนแรงในโรงเรียนไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกอย่างที่หลายคนคิด แต่มาจากนักเรียนด้วยกันเองถึง 92.3% ตามด้วยอิทธิพลจากสื่อ 27.9% และการจัดการที่ไม่เหมาะสมของครูหรือบุคลากร 17.5%
สถานการณ์บูลลี่ในญี่ปุ่นตอนนี้เป็นอย่างไรฝั่งญี่ปุ่น กระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยผลสำรวจปีงบประมาณ 2567 พบจำนวนกรณีกลั่นแกล้งของเด็กในโรงเรียนระดับประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายทั่วประเทศรวม 769,022 กรณี ถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในจำนวนนี้ 1,405 กรณีถูกจัดเป็น เหตุการณ์ร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายหรือทำให้ต้องขาดเรียนเป็นเวลานาน
แบ่งตามระดับชั้น พบว่าการกลั่นแกล้งเกิดในโรงเรียนประถมมากที่สุดถึง 610,612 กรณี ตามด้วยมัธยมต้น 135,865 กรณี มัธยมปลาย 18,891 กรณี และโรงเรียนสำหรับผู้พิการ 3,654 กรณี โดยมีโรงเรียนถึง 83.9% ของทั้งประเทศที่รายงานว่ามีการกลั่นแกล้งเกิดขึ้น
นอกจากนี้ยังพบความรุนแรงในโรงเรียนเพิ่มขึ้น 18.2% เป็น 128,859 กรณี และมีนักเรียนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายที่โรงเรียนบันทึกไว้ 413 ราย ในจำนวนนี้ 8 รายได้รับการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับการถูกกลั่นแกล้ง ส่วนจำนวนเด็กขาดเรียนต่อเนื่องเกิน 30 วันก็พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกันที่ 353,970 คน เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 12
กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นให้เหตุผลว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากครูตรวจพบและรายงานเหตุการณ์ได้ทั่วถึงมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าปัญหาบูลลี่รุนแรงขึ้นเพียงอย่างเดียว
เทียบกันแล้วเคสการบูลลี่ ไทย กับ ญี่ปุ่น ต่างกันตรงไหน?จุดที่ต้องระวังเวลาเทียบตัวเลขทั้งสองประเทศคือวิธีเก็บข้อมูลไม่เหมือนกัน ตัวเลขของญี่ปุ่นมาจากรายงานทางการที่โรงเรียนทุกแห่งต้องส่งให้กระทรวงศึกษาธิการทุกปี นับเป็นจำนวนกรณีที่ตรวจพบและบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ ส่วนตัวเลขของไทยมาจากแบบสำรวจความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนโดยตรง ถามว่าเคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคนละหน่วยวัดกัน จึงนำตัวเลขทั้งสองชุดมาเทียบกันแบบตรงไปตรงมาไม่ได้
สิ่งที่เทียบได้ชัดเจนกว่าคือทิศทางของปัญหา ทั้งสองประเทศต่างเผชิญปัญหาบูลลี่ที่ยังไม่มีทีท่าลดลง ญี่ปุ่นมีระบบรายงานที่เป็นทางการและต่อเนื่องมายาวนาน ทำให้เห็นแนวโน้มปีต่อปีชัดเจน ขณะที่ไทยยังขาดระบบเก็บข้อมูลบูลลี่ระดับชาติที่ทำต่อเนื่องทุกปีในลักษณะเดียวกัน ส่วนใหญ่อาศัยงานสำรวจเฉพาะกิจจากหน่วยงานต่างๆ ที่ทำเป็นครั้งคราว
ทำไมเรื่องนี้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งประเด็นบูลลี่และความรุนแรงในโรงเรียนกลับมาเป็นกระแสในไทยช่วงนี้ หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้ก่อเหตุอาจมีความไม่พอใจสะสมจากการถูกเพื่อนล้อเลียนหรือกลั่นแกล้ง แม้ตำรวจจะยังไม่สรุปว่าเป็นสาเหตุเดียวของเหตุการณ์ก็ตาม
เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายทั้งกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียน และองค์กรด้านเด็กหันมาทบทวนมาตรการรับมือปัญหาบูลลี่และความปลอดภัยในโรงเรียนอย่างจริงจังอีกครั้ง สภาผู้บริโภคเองก็เสนอ 6 ข้อเสนอถึงกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่การสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมเฝ้าระวังปัญหาด้วยตัวเอง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง