เคยไหม... อยู่ดีๆ ก็รู้สึกปวดตึงบริเวณข้างแก้ม ใต้คาง หรือมุมหู โดยเฉพาะเวลาเห็นของอร่อยแล้วเคี้ยวกลืนยิ่งเจ็บจี๊ดขึ้นมา? อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ปวดฟันธรรมดา แต่มันคือสัญญาณเตือนจาก “ต่อมน้ำลายอักเสบ” โรคใกล้ตัวที่หลายคนเคยมองข้าม วันนี้ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐออนไลน์จะพาไปหาคำตอบกันว่า ต่อมน้ำลายอักเสบเกิดจากอะไร และมีวิธีสังเกตตัวเองอย่างไรก่อนจะลุกลาม!
เจ็บข้างแก้ม ปวดใต้คาง! “ต่อมน้ำลายอักเสบ” เกิดจากอะไร รู้ทันรักษาวิธีไหนดี
ต่อมน้ำลายในร่างกายของเราทำหน้าที่สร้างน้ำลายเพื่อช่วยย่อยอาหาร ชุ่มชื้นช่องปาก และต่อต้านเชื้อโรค แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ต่อมน้ำลายเกิดการอุดตัน หรือมีเชื้อโรคเล็ดลอดเข้าไป ก็อาจทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรังได้
ต่อมน้ำลายอักเสบเกิดจากอะไร? สรุปสาเหตุหลักที่พบได้บ่อย
|
สาเหตุหลัก |
รายละเอียดและกลไกการเกิดโรค |
|
การติดเชื้อแบคทีเรีย |
เกิดจากแบคทีเรียในช่องปากย้อนเข้าสู่ท่อน้ำลาย มักพบในผู้ที่ปากแห้งหรือดูแลช่องปากไม่สะอาด |
|
การติดเชื้อไวรัส |
เชื้อไวรัสที่พบบ่อยที่สุดคือ ไวรัสคางทูม (Mumps) รวมถึงไวรัสไข้หวัดใหญ่ และ HIV |
|
นิ่วในต่อมน้ำลาย (Sialolithiasis) |
ตะกอนแคลเซียมอุดตันท่อน้ำลาย ทำให้น้ำลายไหลออกมาไม่ได้ จนเกิดการสะสมและติดเชื้อ |
|
ภาวะร่างกายขาดน้ำ (Dehydration) |
ดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้น้ำลายเหนียวข้น ไหลเวียนไม่สะดวก เชื้อโรคจึงเจริญเติบโตได้ง่าย |
|
โรคประจำตัวและระบบภูมิคุ้มกัน |
เช่น กลุ่มอาการเชเกรน (Sjögren's Syndrome), โรคเบาหวาน หรือผู้ที่รับการรังสีรักษาบริเวณคอ |
เช็กลิสต์อาการเตือน... แบบไหนควรรีบพบแพทย์
ภาพจาก iStock
บวมแดง ปวดตึง: บริเวณหน้าหู ข้างแก้ม หรือใต้คาง
เจ็บมากขึ้นขณะรับประทานอาหาร: โดยเฉพาะอาหารรสเปรี้ยวที่กระตุ้นการสร้างน้ำลาย
อ้าปากยาก: รู้สึกตึงบริเวณเคี้ยวอาหาร
รสชาติในปากผิดปกติ: ปากแห้ง มีรสขม หรือรู้สึกเหมือนมีหนองไหลออกมาในช่องปาก
มีไข้สูง หนาวสั่น: แสดงถึงการติดเชื้อที่เริ่มรุนแรงขึ้น
ต่อมน้ำลายอักเสบ อันตรายไหม รักษาอย่างไร และหายขาดได้หรือไม่?
อันตรายแค่ไหน... ปล่อยไว้เสี่ยงอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปแล้ว ต่อมน้ำลายอักเสบไม่อันตรายถึงแก่ชีวิตหากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง อาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น การเกิด ฝีหนอง (Abscess) บริเวณต่อมน้ำลาย ซึ่งอาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อส่วนลึกในคอจนกดทับทางเดินหายใจ หรือในกรณีที่รุนแรง เชื้อแบคทีเรียอาจแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้
แนวทางการรักษาทางการแพทย์
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุหลักที่ตรวจพบ โดยแพทย์จะประเมินและรักษาตามแนวทาง ดังนี้
การใช้ยารักษา: หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ร่วมกับยาแก้ปวดลดอักเสบ ส่วนการติดเชื้อไวรัสจะเน้นรักษาตามอาการ ยาบรรเทาปวด และให้ร่างกายพักผ่อนอย่างเต็มที่
การหัตถการนำนิ่วออก: หากสาเหตุเกิดจากนิ่วอุดตัน ปัจจุบันมีเทคโนโลยี การส่องกล้องท่อน้ำลาย (Sialendoscopy) ซึ่งเป็นวิธีส่องกล้องขนาดเล็กเข้าไปนำนิ่วออกได้โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ช่วยลดความเจ็บปวดและฟื้นตัวได้เร็ว แต่หากนิ่วมีขนาดใหญ่เกินไปอาจต้องใช้การผ่าตัดเล็กร่วมด้วย
การผ่าตัดต่อมน้ำลาย: จะพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายในผู้ป่วยที่มีการอักเสบเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ จนต่อมน้ำลายเสียหายอย่างหนัก หรือมีฝีหนองขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถเจาะระบายออกได้ด้วยวิธีทั่วไป
หายขาดได้ไหม หรือมีโอกาสกลับมาเป็นอีก?
คำตอบคือ “สามารถหายขาดได้ แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้เช่นกัน” โดยขึ้นอยู่กับสาเหตุและพฤติกรรม
มีโอกาสหายขาดสูง: หากเป็นการอักเสบเฉียบพลันจากการติดเชื้อทั่วไป เมื่อได้รับยาปฏิชีวนะหรือรักษาตามอาการจนครบกำหนด และดูแลสุขอนามัยในช่องปากดี ร่างกายก็จะกลับมาเป็นปกติ 100%
มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ: หากสาเหตุเกิดจากนิ่วในต่อมน้ำลายที่ยังนำออกไม่หมด มีภาวะต่อมน้ำลายทำงานผิดปกติเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่มีพฤติกรรมดื่มน้ำน้อยเป็นประจำ หรือมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน (เช่น โรคเชเกรน) ที่ทำให้ช่องปากแห้งเรื้อรัง กลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงกลับมาเป็นซ้ำได้สูงกว่าปกติ
วิธีดูแลตัวเองและการรักษาเบื้องต้น
ภาพจาก iStock
ดื่มน้ำให้เพียงพอ: อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยให้ระบบน้ำลายไหลเวียนได้ดีขึ้น
ประคบอุ่น: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบบริเวณที่บวมปวดวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการตึง
รักษาความสะอาดในช่องปาก: แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดปริมาณแบคทีเรีย
กระตุ้นการไหลของน้ำลาย: เช่น การอมลูกอมรสเปรี้ยวหรือเคี้ยวหมากฝรั่ง (ทำได้ในกรณีที่ไม่อักเสบเป็นหนองรุนแรง)
พบแพทย์เพื่อรับยา: หากเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจจ่ายยาปฏิชีวนะ หรือหากพบเม็ดนิ่วอุดตันอาจต้องรับการรักษาเฉพาะทาง
ต่อมน้ำลายอักเสบเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่พฤติกรรมง่ายๆ อย่างการดื่มน้ำน้อย ไปจนถึงการติดเชื้อและการมีนิ่วอุดตัน หากเริ่มมีอาการปวดบวมบริเวณหน้าหูหรือใต้คางร่วมกับมีไข้ ไม่ควรซื้อยามากินเอง แนะนำให้รีบพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้อง
ข้อมูลอ้างอิง: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ภาควิชาสูตินรีเวชศาสตร์และโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี