เช็กสาเหตุ 'ต่อมน้ำลายอักเสบ' เกิดจากอะไร เจ็บข้างแก้มอย่ามองข้าม
August 24, 2026 06:54 PM

เคยไหม... อยู่ดีๆ ก็รู้สึกปวดตึงบริเวณข้างแก้ม ใต้คาง หรือมุมหู โดยเฉพาะเวลาเห็นของอร่อยแล้วเคี้ยวกลืนยิ่งเจ็บจี๊ดขึ้นมา? อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ปวดฟันธรรมดา แต่มันคือสัญญาณเตือนจาก “ต่อมน้ำลายอักเสบ” โรคใกล้ตัวที่หลายคนเคยมองข้าม วันนี้ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐออนไลน์จะพาไปหาคำตอบกันว่า ต่อมน้ำลายอักเสบเกิดจากอะไร และมีวิธีสังเกตตัวเองอย่างไรก่อนจะลุกลาม!

เจ็บข้างแก้ม ปวดใต้คาง! “ต่อมน้ำลายอักเสบ” เกิดจากอะไร รู้ทันรักษาวิธีไหนดี
ต่อมน้ำลายในร่างกายของเราทำหน้าที่สร้างน้ำลายเพื่อช่วยย่อยอาหาร ชุ่มชื้นช่องปาก และต่อต้านเชื้อโรค แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ต่อมน้ำลายเกิดการอุดตัน หรือมีเชื้อโรคเล็ดลอดเข้าไป ก็อาจทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรังได้
ต่อมน้ำลายอักเสบเกิดจากอะไร? สรุปสาเหตุหลักที่พบได้บ่อย

สาเหตุหลัก

รายละเอียดและกลไกการเกิดโรค

การติดเชื้อแบคทีเรีย

เกิดจากแบคทีเรียในช่องปากย้อนเข้าสู่ท่อน้ำลาย มักพบในผู้ที่ปากแห้งหรือดูแลช่องปากไม่สะอาด

การติดเชื้อไวรัส

เชื้อไวรัสที่พบบ่อยที่สุดคือ ไวรัสคางทูม (Mumps) รวมถึงไวรัสไข้หวัดใหญ่ และ HIV

นิ่วในต่อมน้ำลาย (Sialolithiasis)

ตะกอนแคลเซียมอุดตันท่อน้ำลาย ทำให้น้ำลายไหลออกมาไม่ได้ จนเกิดการสะสมและติดเชื้อ

ภาวะร่างกายขาดน้ำ (Dehydration)

ดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้น้ำลายเหนียวข้น ไหลเวียนไม่สะดวก เชื้อโรคจึงเจริญเติบโตได้ง่าย

โรคประจำตัวและระบบภูมิคุ้มกัน

เช่น กลุ่มอาการเชเกรน (Sjögren's Syndrome), โรคเบาหวาน หรือผู้ที่รับการรังสีรักษาบริเวณคอ

เช็กลิสต์อาการเตือน... แบบไหนควรรีบพบแพทย์  ภาพจาก iStock ภาพจาก iStock

  1. บวมแดง ปวดตึง: บริเวณหน้าหู ข้างแก้ม หรือใต้คาง

  2. เจ็บมากขึ้นขณะรับประทานอาหาร: โดยเฉพาะอาหารรสเปรี้ยวที่กระตุ้นการสร้างน้ำลาย

  3. อ้าปากยาก: รู้สึกตึงบริเวณเคี้ยวอาหาร

  4. รสชาติในปากผิดปกติ: ปากแห้ง มีรสขม หรือรู้สึกเหมือนมีหนองไหลออกมาในช่องปาก

  5. มีไข้สูง หนาวสั่น: แสดงถึงการติดเชื้อที่เริ่มรุนแรงขึ้น


ต่อมน้ำลายอักเสบ อันตรายไหม รักษาอย่างไร และหายขาดได้หรือไม่?

อันตรายแค่ไหน... ปล่อยไว้เสี่ยงอะไรบ้าง?

โดยทั่วไปแล้ว ต่อมน้ำลายอักเสบไม่อันตรายถึงแก่ชีวิตหากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง อาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น การเกิด ฝีหนอง (Abscess) บริเวณต่อมน้ำลาย ซึ่งอาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อส่วนลึกในคอจนกดทับทางเดินหายใจ หรือในกรณีที่รุนแรง เชื้อแบคทีเรียอาจแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้

แนวทางการรักษาทางการแพทย์

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุหลักที่ตรวจพบ โดยแพทย์จะประเมินและรักษาตามแนวทาง ดังนี้

  • การใช้ยารักษา: หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ร่วมกับยาแก้ปวดลดอักเสบ ส่วนการติดเชื้อไวรัสจะเน้นรักษาตามอาการ ยาบรรเทาปวด และให้ร่างกายพักผ่อนอย่างเต็มที่

  • การหัตถการนำนิ่วออก: หากสาเหตุเกิดจากนิ่วอุดตัน ปัจจุบันมีเทคโนโลยี การส่องกล้องท่อน้ำลาย (Sialendoscopy) ซึ่งเป็นวิธีส่องกล้องขนาดเล็กเข้าไปนำนิ่วออกได้โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ช่วยลดความเจ็บปวดและฟื้นตัวได้เร็ว แต่หากนิ่วมีขนาดใหญ่เกินไปอาจต้องใช้การผ่าตัดเล็กร่วมด้วย

  • การผ่าตัดต่อมน้ำลาย: จะพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายในผู้ป่วยที่มีการอักเสบเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ จนต่อมน้ำลายเสียหายอย่างหนัก หรือมีฝีหนองขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถเจาะระบายออกได้ด้วยวิธีทั่วไป

หายขาดได้ไหม หรือมีโอกาสกลับมาเป็นอีก?

คำตอบคือ “สามารถหายขาดได้ แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้เช่นกัน” โดยขึ้นอยู่กับสาเหตุและพฤติกรรม

  • มีโอกาสหายขาดสูง: หากเป็นการอักเสบเฉียบพลันจากการติดเชื้อทั่วไป เมื่อได้รับยาปฏิชีวนะหรือรักษาตามอาการจนครบกำหนด และดูแลสุขอนามัยในช่องปากดี ร่างกายก็จะกลับมาเป็นปกติ 100%

  • มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ: หากสาเหตุเกิดจากนิ่วในต่อมน้ำลายที่ยังนำออกไม่หมด มีภาวะต่อมน้ำลายทำงานผิดปกติเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่มีพฤติกรรมดื่มน้ำน้อยเป็นประจำ หรือมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน (เช่น โรคเชเกรน) ที่ทำให้ช่องปากแห้งเรื้อรัง กลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงกลับมาเป็นซ้ำได้สูงกว่าปกติ

วิธีดูแลตัวเองและการรักษาเบื้องต้น

  ภาพจาก iStock ภาพจาก iStock
 

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยให้ระบบน้ำลายไหลเวียนได้ดีขึ้น

  • ประคบอุ่น: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบบริเวณที่บวมปวดวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการตึง

  • รักษาความสะอาดในช่องปาก: แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดปริมาณแบคทีเรีย

  • กระตุ้นการไหลของน้ำลาย: เช่น การอมลูกอมรสเปรี้ยวหรือเคี้ยวหมากฝรั่ง (ทำได้ในกรณีที่ไม่อักเสบเป็นหนองรุนแรง)

  • พบแพทย์เพื่อรับยา: หากเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจจ่ายยาปฏิชีวนะ หรือหากพบเม็ดนิ่วอุดตันอาจต้องรับการรักษาเฉพาะทาง


ต่อมน้ำลายอักเสบเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่พฤติกรรมง่ายๆ อย่างการดื่มน้ำน้อย ไปจนถึงการติดเชื้อและการมีนิ่วอุดตัน หากเริ่มมีอาการปวดบวมบริเวณหน้าหูหรือใต้คางร่วมกับมีไข้ ไม่ควรซื้อยามากินเอง แนะนำให้รีบพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้อง
ข้อมูลอ้างอิง: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ภาควิชาสูตินรีเวชศาสตร์และโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.