นางสาวกมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมพัฒนา เฟส 2 อีกประมาณ 20,000 ตารางเมตร หรือ 4 อาคารในรูปแบบเดียวกัน เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ โดยคาดว่าจะเน้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ Advanced Electronics เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ปัจจุบันเริ่มมีผู้ประกอบการเข้ามาสอบถามและอยู่ระหว่างการหาผู้เช่า
“การที่เทราคูล เทคโนโลยีเลือกเข้ามาเป็นฐานดำเนินธุรกิจในประเทศไทยก่อนการก่อสร้างแล้วเสร็จ สะท้อนความต้องการพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าแบบ Hybrid ที่ทันสมัย รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางของ FDI ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ไม่มุ่งจับเฉพาะ Data Center
สำหรับทิศทางการพัฒนาพื้นที่ไม่ได้มุ่งจับเฉพาะ Data Center แม้กระแสลงทุนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) และดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) โดยจะผลักดันความต้องการโครงสร้างพื้นฐานในไทยเพิ่มขึ้น แต่ผู้พัฒนาต้องการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่หลากหลาย ให้บริษัทข้ามชาติสามารถเข้ามาตั้งฐานการผลิต วิจัยและพัฒนา รวมถึงบริหารจัดการธุรกิจได้ครบวงจรภายในพื้นที่เดียว
ปัจจุบันโครงการมีพื้นที่รวมประมาณ 3,800 ไร่ ขายพื้นที่ไปแล้วราว 700 ไร่ มีลูกค้าประมาณ 11-12 ราย โดยหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่คือ Infineon บริษัทชิประดับโลกสัญชาติเยอรมัน ซึ่งใช้พื้นที่ประมาณ 125 ไร่ อาคารแรกก่อสร้างแล้วเสร็จและมีพนักงานเข้าปฏิบัติงานประมาณ 200-300 คน ขณะที่เตรียมพัฒนาอาคารหลังที่ 2 ในช่วงต้นปีหน้า
จับตา ‘ARAYA’ ฮับอุตสาหกรรมยุค AI เชื่อมโรงงาน-R&D-โลจิสติกส์ดึงทุนโลก
“บริษัทข้ามชาติในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงพื้นที่ตั้งโรงงาน แต่ต้องการรูปแบบ Business Campus ที่สามารถรวม Manufacturing, R&D พื้นที่สำหรับพนักงาน และ Logistics ไว้ในพื้นที่เดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน”
อีกทั้งแนวโน้มความต้องการลงทุนเริ่มขยับจาก Electronics แบบเดิมไปสู่ Advanced Electronics ที่เชื่อมโยงกับ AIมากขึ้น โดยมีนักลงทุนจากทั้งเอเชีย สหรัฐฯ และยุโรปให้ความสนใจ
ครอบคลุม 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของโครงการครอบคลุม 6 กลุ่ม ได้แก่ Advanced Electronics, FMCG, Home Industry, Machinery, Data Center และ Medical Device โดยต้องการสร้างฐานลูกค้าที่หลากหลายมากกว่าการพึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง
อย่างไรก็ดี บริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้าง Ecosystem ที่หลากหลายก่อน ขณะที่เทราคูล เทคโนโลยีซึ่งเข้ามาเช่าพื้นที่ เป็นผู้ผลิตระบบ Liquid Cooling สำหรับ Data Center จึงมีความต้องการใช้ทรัพยากรแตกต่างจากผู้ประกอบการ Data Center โดยตรง
วางระบบไฟฟ้ารองรับ 500 เมกฯ
ส่วนโครงการวางระบบไฟฟ้ารองรับพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 500 เมกะวัตต์ โดยให้ความสำคัญกับเสถียรภาพและระบบสำรองไฟฟ้า เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการระบบสาธารณูปโภคที่มีความมั่นคงสูง
อย่างไรก็ตาม นอกจากพื้นที่โรงงานและคลังสินค้า บริษัทยังเตรียมพัฒนา Industrial Club ซึ่งประกอบด้วย Hybrid Ready-Built Warehouse และ Factory รวมถึง Community Service Center ที่มีพื้นที่ออกกำลังกาย ร้านกาแฟ สนามฟุตซอล และห้องประชุม
จับตา ‘ARAYA’ ฮับอุตสาหกรรมยุค AI เชื่อมโรงงาน-R&D-โลจิสติกส์ดึงทุนโลก
ส่วนระยะต่อไปมีแผนพัฒนา Lifestyle Community ที่รวมที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับการเติบโตของประชากรในพื้นที่ หากการพัฒนาเป็นไปตามเป้าหมาย พื้นที่ทั้งหมดอาจรองรับประชากรได้ประมาณ 50,000 คน ในอนาคต สะท้อนเป้าหมายการยกระดับจากนิคมอุตสาหกรรมไปสู่เมืองอุตสาหกรรม ที่มีทั้งพื้นที่ทำงาน ที่อยู่อาศัย และบริการครบวงจร
ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างยื่นขอขยายเขตนิคมอุตสาหกรรมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด และมีเป้าหมายผลักดันสู่ Smart Industrial Estate โดยคาดว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ขณะที่ผู้ประกอบการแต่ละรายจะทยอยพัฒนาโรงงานและอาคารตามแผนธุรกิจ
“หากได้รับการประกาศเป็นนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ผู้ประกอบการในพื้นที่มีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) ตามประเภทกิจการและเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการดึงดูดบริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุน
ทิศทางดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการลงทุน AI และ Data Center ที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยโอกาสของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นที่ตั้ง Data Center แต่ยังครอบคลุม Advanced Electronics, Smart Manufacturing และ Supply Chain ที่เกี่ยวข้องกับ AI
แม้หลายประเทศในอาเซียนจะเร่งดึงดูดการย้ายฐานการผลิต แต่ไทยยังสามารถแข่งขันกับเวียดนามและอินโดนีเซียได้จากจุดแข็งด้าน Industrial Ecosystem ที่มีความพร้อมและต่อเนื่อง ทั้งฐานอุตสาหกรรมเดิม ซัพพลายเชน นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยมีฐานการผลิตมายาวนาน ทำให้ผู้ลงทุนรายใหม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบนิเวศที่มีอยู่เดิมได้ทันที ขณะที่บางประเทศยังต้องใช้เวลาในการพัฒนา Ecosystem ให้มีความพร้อม