‘เอกนิติ’ เผยเศรษฐกิจไทยอ่วมวิกฤตจากสงคราม ลามสู่วิกฤตค่าครองชีพ ยืนยันความจำเป็นต้องเร่งออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านกู้สถานการณ์ ตัดวงจรวิกฤตลุกลามสู่ปัญหาชะลอการใช้จ่าย-ตกงาน ลั่นถึงเวลาต้องเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน-ปฏิรูปโครงสร้าง ชู 3 ภารกิจสำคัญ พยุงกำลังซื้อ-เปลี่ยนผ่าน-เร่งลงทุน
25 ส.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยสะสมมานาน ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2569 ยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง จนกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพ จากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น หากรัฐบาลไม่เร่งหยุดวงจรวิกฤตดังกล่าว ปัญหาจะเดินหน้าไปสู่วิกฤตของการชะลอการใช้จ่าย และไปสู่ปัญหาการตกงานในที่สุด
ดังนั้น ผลกระทบดังกล่าวจึงกลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการเดินหน้าออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะได้มีการตอบข้อซักถามถึงความจำเป็นในมิติต่าง ๆ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 26 ส.ค. นี้ ซึ่งรัฐบาลจะมีการยืนยันตัวเลขต่าง ๆ ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เครื่องชี้หรือตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในขณะนี้ตรงกับที่ได้คาดการณ์เอาไว้
“หากเราไม่หยุดวงจรวิกฤตนี้ เศรษฐกิจไทยอาจจะไม่ได้เจอแค่วิกฤตปากท้อง การดำเนินการช่วยเหลือ และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพยุง และประคองเศรษฐกิจและสถานการณ์ปากท้องของประชาชนไว้อยู่ เพราะปัญหาเศรษฐกิจไทยถูกสะสมมานาน เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ จึงเป็นที่มาของการออก พ.ร.ก. กู้เงินในครั้งนี้” นายเอกนิติ กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งมั่นในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาก็ตาม เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานค่อนข้างสูง ตรงนี้จึงกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ และสะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้วจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด สูงถึง 5-6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน
รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวอีกว่า ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญที่สุด 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ช่วยพยุงกำลังซื้อ ซึ่งถือเป็นปัญหาระยะสั้น ผ่านการประคับประคองเศรษฐกิจ 2. เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานทันที โดยเรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้กำชับให้กระทรวงต่าง ๆ เร่งนำเสนอโครงการเพื่อการเปลี่่ยนผ่านพลังงาน หลังจากที่ พ.ร.ก. กู้เงินเรียบร้อยไม่มีข้อสงสัยใด ๆ และ 3. เร่งเรื่องการลงทุน ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจของคนไทย และเอสเอ็มอีไทย การยกระดับการพัฒนาทักษะแรงงาน เอาทักษะใหม่ ๆ มาให้คนไทยเรียนรู้ เพื่อจะมีรายได้มากขึ้น เหล่านี้คือกระบวนการเปลี่ยนผ่านการลงทุนทั้งหมด
“การเปลี่ยนผ่าน และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมันต้องใช้เวลา แต่วันนี้รัฐบาลพยายามให้เศรษฐกิจแบบ K-Shape ซึ่งปัจจุบัน K ขาบนไปได้ค่อนข้างดี แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ K ขาล่าง คนที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ทำไม่ได้ วันนี้หน้าที่ คือ ถ้าเราไม่เกาะ K ขาบน เราก็จะไม่เหลืออะไรเลย เราจะมีแค่ตัว K ขาล่างอย่างเดียว อยากให้คิดง่าย ๆ ว่า แบบนั้นจะไม่ใช่เศรษฐกิจแบบ K-Shape แต่จะกลายเป็นเศรษฐกิจแบบ A หางยาวที่ดิ่งอย่างเดียว วันนี้อย่างน้อยเรามี K แล้ว แต่ทำอย่างไรที่จะให้ K ขาบนสามารถถ่ายทอดมาถึง K ขาล่างได้ นี่คือหัวใจที่ต้องให้ความสำคัญ” นายเอกนิติ กล่าว