กระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีฟีฟ่าพยายามขายสิทธิ์ฟุตบอลโลกเพิ่งจะซาลงไปได้ไม่นาน ประเด็นถกเถียงเรื่อง VAR ก็กลับมาสร้างความปั่นป่วนอีกครั้งในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของฤดูกาลพรีเมียร์ลีก ขณะเดียวกัน การสิ้นสุดของ PSR ดูเหมือนจะมอบความโล่งใจชั่วคราวให้บางฝ่าย แต่ใครก็ตามที่คิดจะเฉลิมฉลองกับการที่กฎนี้หมดความสำคัญลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงบรรดาผู้บริหารพรีเมียร์ลีก ควรระมัดระวังไว้ให้ดี เพราะตัวย่อที่เข้ามาแทนอย่าง SCR มีแนวโน้มจะสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อสิ่งที่ทำให้ลีกสูงสุดของอังกฤษประสบความสำเร็จมาตั้งแต่แรก
จำเป็นต้องอธิบายกันให้ชัดเจน ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน สโมสรพรีเมียร์ลีกลงมติเปลี่ยนกฎการเงินที่ใช้กำกับการทำธุรกรรมด้านการย้ายทีม เดิมทีใช้กฎ Profit and Sustainability หรือ PSR ซึ่งอนุญาตให้ขาดทุนหลังการปรับตัวเลขได้สูงสุด 105 ล้านปอนด์ภายในช่วงเวลา 3 ปี แต่กฎดังกล่าวถูกแทนที่ด้วย Squad Cost Ratio หรือ SCR ซึ่งเปิดทางให้สโมสรใช้จ่ายได้มากถึง 85% ของรายได้ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลไปกับต้นทุนทีม ไม่ว่าจะเป็นค่าตัวนักเตะ ค่าเหนื่อย และค่านายหน้า
น่าเศร้าอยู่ไม่น้อยที่แฟนฟุตบอลยุคใหม่ต้องมีความรู้ด้านบัญชีมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อจะเข้าใจรายรับรายจ่ายของสโมสรตัวเอง แต่อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็รู้ความหมายของคำว่า amortisation กันแล้ว อย่างไรก็ดี ฟุตบอลไม่อาจปล่อยให้เป็นพื้นที่เสรีแบบไร้ขอบเขตได้ กีฬาแข่งขันต้องอาศัยอย่างน้อยที่สุดไม่ใช่สนามที่เท่าเทียมกันทั้งหมด ก็ต้องมีภาพลักษณ์ของความสูสีกันอยู่บ้าง หากปล่อยให้สโมสรใช้เงินได้ตามใจชอบ ผลลัพธ์คงเป็นหายนะ โดยเฉพาะในยุคที่มีการถือครองสโมสรโดยรัฐ
PSR นั้นห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว สโมสรใหญ่สามารถทุ่มเงินได้มากกว่าสโมสรเล็กโดยธรรมชาติ เพราะพวกเขามีรายได้ที่สูงกว่าและมั่นคงกว่าเดิมอยู่ก่อนแล้ว เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้หลายฝ่าย โดยเฉพาะสโมสรที่มีความทะเยอทะยานและพยายามทะลุเพดานเดิมอย่าง แอสตัน วิลล่า และ นิวคาสเซิล
กฎระเบียบดังกล่าวยังจูงใจให้สโมสรขายนักเตะจากอะคาเดมี เพราะการปล่อยตัวนักเตะกลุ่มนี้สามารถบันทึกในบัญชีเป็นกำไรล้วนได้ทันที ขณะเดียวกัน ช่องโหว่ที่เปิดให้สโมสรนับรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับฟุตบอลรวมเข้าไปในรายได้ทั้งหมด ก็ถูกใช้ประโยชน์อย่างเจ้าเล่ห์และคาดเดาได้ไม่ยาก กรณีที่เลวร้ายที่สุดคือการที่ เชลซี ขายโรงแรม 2 แห่งให้กับบริษัทในเครือที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าของสโมสร ซึ่งเป็นการปรับแต่งตัวเลขที่มากเสียจนชวนให้นึกถึงโลกแฟนตาซีของ วิลลี่ วองก้า
ถึงกระนั้น SCR ก็ยังเป็นการขยับไปในทิศทางที่ผิด แม้ว่าช่องโหว่ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้จะถูกปิดไปแล้ว แต่ปัญหาเรื่องนักเตะที่เติบโตจากทีมเยาวชนยังไม่ได้รับการแก้ไข และที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ สโมสรระดับกลางของตารางกำลังต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม
ตัวเลขคงที่ 105 ล้านปอนด์ของ PSR อย่างน้อยก็ทำหน้าที่คล้ายกลไกถ่วงดุล เพราะกำหนดเพดานการขาดทุนเท่ากันสำหรับทุกสโมสรพรีเมียร์ลีกที่ตั้งหลักได้แล้ว โดยไม่คำนึงถึงระดับรายได้ แต่ภายใต้ SCR พื้นที่ทางการเงินที่แต่ละทีมมีจะผูกติดกับรายได้เพียงอย่างเดียว ส่งผลให้สโมสรระดับหัวแถวมีช่องให้ทุ่มเงินมากขึ้นไปอีก ระบบปิดที่เดิมก็แน่นหนาอยู่แล้ว จึงเหมือนถูกใส่แม่กุญแจเพิ่มเข้าไปอีกชั้น
ยิ่งไปกว่านั้น SCR ใช้การประเมินแบบรายฤดูกาล ต่างจาก PSR ที่พิจารณาเป็นรอบ 3 ปี นั่นหมายความว่าอย่าง ไบรท์ตัน หรือ คริสตัล พาเลซ จะมีพื้นที่น้อยลงในการเก็บทีมชุดเดิมไว้สัก 2 ฤดูกาล ก่อนค่อยขายสินทรัพย์ในปีที่ 3 เพื่อดึงยอดขาดทุนสะสมให้ต่ำกว่าเพดาน 105 ล้านปอนด์ ความทะเยอทะยานจึงถูกจำกัดตั้งแต่ก่อนที่มันจะมีโอกาสออกดอกออกผล
จริงอยู่ว่าอัตรา 85% ไม่ได้เป็นข้อจำกัดแบบตายตัว พรีเมียร์ลีกเรียกมันว่า ‘เกณฑ์สีเขียว’ ตรงข้ามกับ ‘เกณฑ์สีแดง’ ซึ่งหมายถึง 85% บวกกับส่วนผ่อนปรนแบบสะสมหลายปีอีก 30% การตัดแต้มจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสโมสรใช้จ่ายเกินเกณฑ์สีแดงเท่านั้น ส่วนการละเมิดเกณฑ์สีเขียวจะถูกลงโทษเป็นค่าปรับ แต่ปัญหาก็คือส่วนผ่อนปรนเพิ่มเติมนั้น สโมสรที่ร่ำรวยที่สุดก็ใช้ได้เช่นกัน ดังนั้นมันจึงยิ่งตอกย้ำความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของพวกเขาให้ชัดเจนขึ้นไปอีก
ปัญหาของ SCR จะยิ่งรุนแรงเป็นพิเศษสำหรับสโมสรที่ได้สิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลยุโรป เพราะพวกเขาต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่าของยูฟ่าไปพร้อมกัน ซึ่งกำหนดอัตราส่วนไว้ที่ 70% บอร์นมัธ, ซันเดอร์แลนด์, คริสตัล พาเลซ และ ไบรท์ตัน ที่กำลังจะเริ่มต้นภารกิจในฟุตบอลทวีป จึงต้องเผชิญข้อจำกัดมากกว่าทีมที่พลาดโควต้า ยูโรปา ลีก หรือ คอนเฟอเรนซ์ ลีก
น่าสังเกตว่าจาก 4 สโมสรดังกล่าว มี 3 ทีมที่ลงคะแนนคัดค้าน SCR ร่วมกับ เบรนท์ฟอร์ด, ฟูแล่ม และ ลีดส์ สโมสรหน้าใหม่เหล่านี้มองออกว่ากฎระเบียบใหม่จะส่งผลเสียต่อโอกาสของพวกเขาในระยะต่อไป ฝ่ายการตลาดของพรีเมียร์ลีกอาจต้องกลับไปทบทวนคำขวัญ “ใครก็ชนะใครได้” ในไม่ช้านี้
ต่อให้ยังใช้ PSR อยู่ เราก็คงไม่ได้เห็นการคว้าแชมป์แบบปาฏิหาริย์ของ เลสเตอร์ ในฤดูกาล 2015/16 อีกแล้ว ความสำเร็จครั้งนั้นไม่ได้แค่เขย่าระบบเดิม แต่แทบจะส่งมันกลิ้งตกเขาไปทั้งคัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สโมสรอย่าง ไบรท์ตัน, เบรนท์ฟอร์ด และ บอร์นมัธ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ด้วยการเสริมทัพอย่างชาญฉลาด การบริหารทีมอย่างเฉียบคม และวิสัยทัศน์ระยะยาว พวกเขาไม่เพียงอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และบางครั้งทำผลงานเหนือกว่าสโมสรอำนาจเก่าได้ด้วย
การมาถึงของ SCR ทำให้เส้นทางแบบนั้นยากขึ้นไปอีก และสำหรับลีกที่ภาคภูมิใจกับความสามารถในการแข่งขันมาโดยตลอด นี่คือพัฒนาการที่อันตรายอย่างยิ่ง