ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้นำต้องมองไกลกว่าประโยชน์ของเทคโนโลยี และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่ตามมาควบคู่กัน กรณีของ Rigby Group กลุ่มธุรกิจครอบครัวด้านเทคโนโลยีและการลงทุนระดับโลกซึ่งมีฐานอยู่ในยุโรป สะท้อนความท้าทายสำคัญขององค์กรในยุคดิจิทัลสองด้าน ได้แก่ ภัยคุกคามทางไซเบอร์และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงาน
สตีฟ ริกบี สมาชิกครอบครัวรุ่นที่สองและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Rigby Group มองว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหลายอุตสาหกรรมและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่อีกมาก กลุ่มบริษัทจึงลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งผ่านการลงทุนและความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ
ตลอดจนการนำมาประยุกต์ใช้ภายในองค์กร เช่น การใช้เอเจนต์อัจฉริยะและระบบอัตโนมัติทดแทนงานที่ต้องทำซ้ำ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรหันไปทำงานที่มีมูลค่าและใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น แนวทางนี้สะท้อนถึงความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินไปด้วยความรอบคอบเช่นกัน
ความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดประการหนึ่งคือภัยคุกคามทางไซเบอร์ เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวทำให้การโจมตีระบบเกิดขึ้นได้รวดเร็ว ต่อเนื่อง และครอบคลุมกว่าเดิม ในอดีตนั้นอาชญากรไซเบอร์ยังมีข้อจำกัดด้านเวลาและจำนวนเป้าหมายที่สามารถโจมตีได้พร้อมกัน แต่ปัจจุบันระบบอัจฉริยะสามารถปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ในวงกว้างได้โดยอัตโนมัติ
ธุรกิจครอบครัวจึงควรลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้โซลูชันจากผู้ให้บริการหลายรายจนระบบแยกส่วน ทางแก้คือการรวมระบบเข้าสู่แพลตฟอร์มความปลอดภัยที่เชื่อมโยงกันจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดความเสี่ยง และทำให้องค์กรตรวจจับและรับมือภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
บทเรียนของ Rigby Group กับการปรับตัวในยุค AI
อีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือผลกระทบต่อตลาดแรงงาน สตีฟ ริกบี ระบุว่า เมื่อพิจารณาตลาดแรงงานในภาพกว้าง กำลังพบการสูญเสียงานประมาณร้อยละ 30 ในกลุ่มพนักงานสายสำนักงาน และร้อยละ 20 ในกลุ่มแรงงานสายปฏิบัติการ โดยไม่ได้เกิดจากระบบอัตโนมัติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และข้อมูล รวมถึงการเพิ่มขึ้นของระบบมัลติเอเจนต์
ดังนั้นบทบาทของผู้นำจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุนเท่านั้น แต่ต้องสร้างแนวทางให้บุคลากรที่ได้รับผลกระทบสามารถพัฒนาทักษะและเปลี่ยนผ่านไปสู่บทบาทใหม่ได้อย่างเหมาะสมด้วย
Rigby Group กับการปรับตัวในยุค AI
ผู้นำจึงควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา รับฟังข้อกังวล และลงทุนพัฒนาทักษะที่จำเป็นอย่างจริงจัง เพราะการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่เป็นการปรับบุคลากร วัฒนธรรมองค์กร และวิธีการทำงานให้สอดคล้องกัน
บทเรียนจาก Rigby Group ชี้ว่า ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเทคโนโลยีอัจฉริยะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ทันสมัยเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการบริหารบุคลากร ความเสี่ยง และการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรด้วย ธุรกิจครอบครัวสามารถสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับความรับผิดชอบได้ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและความเข้าใจต่อบุคลากร
เมื่อพนักงานได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะและมีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีก็จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างประโยชน์ให้แก่ทั้งองค์กรและบุคลากร
ที่มา : บทสัมภาษณ์ Steve Rigby ในรายงาน Deloitte Private, Family business technology transformation, 2026: The family business insights series