วันที่ 12 กันยายน 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยในรายการ "คุยกับ ครม.อนุทิน" ว่า กระทรวงยุติธรรมได้วางนโยบายหลัก 7 ข้อเพื่อเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมให้รวดเร็วขึ้น ครอบคลุมการช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ผ่านกองทุนยุติธรรม การแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน การปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีและสแกมเมอร์บัญชีม้า ไปจนถึงการไกล่เกลี่ยหนี้สินครัวเรือนให้ประชาชนทั่วประเทศ โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ดำรงตำแหน่ง
เมื่อถูกถามถึงวาทกรรม "คุกมีไว้ขังคนจน" ที่สังคมพูดถึงกันมานาน พล.ต.ท.รุทธพล เห็นว่าเป็นคำพูดในอดีต เพราะปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมมีกลไกช่วยเหลือประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างเป็นระบบ ทั้งการช่วยเรื่องประกันตัวตั้งแต่แรก การเยียวยาผู้เสียหาย การให้คำปรึกษากฎหมาย ผ่านกองทุนยุติธรรมและศูนย์ยุติธรรมชุมชนที่มีอยู่ทุกจังหวัด โดยในส่วนของกระทรวงยุติธรรมก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบแก้ปัญหาในส่วนนี้ เป็นการช่วยเหลือในเรื่องของการประกันตัวตั้งแต่แรก
"กลไกกองทุนยุติธรรม เป็นแหล่งเงินช่วยเหลือผู้มีฐานะยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยมีคณะกรรมการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ทั้งเรื่องการประกันตัวและค่าจ้างทนายความ ไม่ได้ช่วยเหลือทุกคดี และการบริหารกองทุนก็มีกฎเกณฑ์ มีคณะกรรมการ โดยมีปลัดกระทรวงเป็นคนพิจารณาดูแลเรื่องนี้" พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว
รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงประเด็นยาเสพติดซึ่งรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติว่า กระทรวงยุติธรรม ได้ทำงานผ่านสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ร่วมกับตำรวจและทหาร ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ปราบปราม บำบัดฟื้นฟู และเฝ้าระวัง ล่าสุดได้เดินทางไปประเทศลาวและเมียนมาเพื่อประสานความร่วมมือสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง โดยมีการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง พร้อมกับร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีคดี มีการให้เงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศ ส่งผลให้จับกุมและส่งตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีได้จำนวนมาก
ส่วนกรณีปัญหาสแกมเมอร์และบัญชีม้านั้น รมว.ยุติธรรม กล่าวว่าได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แบ่งเป็น 7 ชุดปฏิบัติการ ทั้งคดีออนไลน์ ฟอกเงิน และนอมินี โดยเฉพาะเครือข่ายชาวอิสราเอลที่เข้าถือครองที่ดินในไทยบริเวณพัทยา ชลบุรี เกาะสมุย เกาะพะงัน และภูเก็ต ซึ่งได้ลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมสรรพากร
ขณะที่การช่วยเหลือผู้เสียหายจากมิจฉาชีสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งศูนย์ ACSC เป็นวอร์รูมร่วมกับธนาคารทุกแห่งและ ปปง. เพื่อสกัดกั้นการโอนเงินไปยังบัญชีม้าและจับกุมคนร้ายได้ทันที ส่วนคดีที่ดำเนินการยึดทรัพย์แล้วมีการเฉลี่ยคืนให้ผู้เสียหายเกือบ 600 คน เป็นเงินกว่า 130 ล้านบาท
นอกจากนี้รัฐบาลกระทรวงยุติธรรมยังช่วยการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพร่วมกับกรมบังคับคดีจัดกิจกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2569 รวม 23 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 60,000 ราย ขอแก้หนี้กว่า 40,000 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จทั้งหมด ทุนทรัพย์รวมกว่า 8,000 ล้านบาท โดยสามารถไกล่เกลี่ยสำเร็จ 100%
"ยกตัวอย่างกรณีประชาชนที่ได้รับความช่วยเหลือจากการเจรจาลดหนี้ เช่น คุณป้ารายหนึ่งที่ต้องผ่อนรถแทนลูกสาวเดือนละกว่า 10,000-15,000 บาท สามารถต่อรองเหลือเดือนละ 1,500 บาท และกรณีหนี้บัตรเครดิตแสนกว่าบาทที่ลดเหลือ 15,000 บาท ซึ่งภาพรวมทั้ง 23 ครั้งสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาท" รมว.ยุติธรรม กล่าว