ปลัดพาณิชย์ คาดไทยสูญเพิ่มอีก 8พันล้านเหรียญ จากมาตรการทรัมป์ 2.0 หลังสหรัฐจ่อขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มอีก เตรียม แพ็กเกจ เจรจาต่อรอง ยอมลดภาษี เพิ่มโควต้านำเข้าสินค้าหลายรายการ
วันที่ 2 เมษายน 2568 นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะทำงาน นโยบายการค้าสหรัฐอเมริกาพร้อมด้วยตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดแถลงข่าวเตรียมความพร้อมของไทยต่อนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา ที่สหรัฐจะประกาศมาตรการทางการค้าที่ตอบโต้ภาษีกับคู่ค้าสหรัฐใน
โดยนายวุฒิไกร กล่าวว่า คณะทำงานได้มีการเตรียมประชุมและทำแผนการเจรจาเชิงรุกร่วมกับรัฐกับภาคเอกชนไว้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐได้ประกาศใช้มาตราการด้านภาษี 4 รูป ประกอบด้วย 1.มาตราการขึ้นภาษีรายประเทศ 2.มาตราการขึ้นภาษีเป็นรายสินค้า 3. ขึ้นภาษีกับกลุ่มประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายที่ก่อให้เกดิญหาด้านยาเสพติด การอพยพเข้าเมืองและ4. ขึ้นภาษีตอบโต้รายประเทศ
การขึ้นภาษีของสหรัฐส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและไทยเนื่องจากสหรัฐมีสัดส่วนการค้าการโลก 20 % และเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยแต่เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยจาการขึ้นภาษีในรอบแรกไทยได้รับผลกระทบไปแล้ว คือ สินค้ากลุ่มเหล็กและอลูมะเนียม ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 12 มี.ค. โดยเหล็กขึ้นจากภาษี 0 -12.5 % เป็น 25 % อลูมิเนียมจาก 0-6.25. % เป็น 25 % ซึ่งไทยได้รับผลกระทบแต่มีการเก็บภาษีคู่แข่งในทุกประเทศ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากนัก เพราะยังส่งได้ตามปกติแต่ชะลอลง เนื่องจากเป็นสินค้าสหรัฐจำเป็นต้องนำเข้าส่วนกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ จะถูกขึ้นภาษีตามมา จากเดิม 0-4.9 %เป็น 25 % ซึ่งจะมีผล 3 เม.ย.
อย่างไรก็ตามคาดว่าสหรัฐจะมีการปรับขึ้นภาษีไทยเพิ่มอีก 3 รายการประกอบด้วย สินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อาจปรับภาษีนำเข้าเป็น 25 % ผลิตภัณฑ์ยา และไม้และผลิตภัณฑ์จากป่า และไทยยังมีแนวโน้มที่จะถูกเก็บภาษีตอบโต้โดยสหรัฐอาจจะมีการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าให้เท่าที่ไทยเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐอีกด้วย
โดยปัจจุบันพบว่า ไทยมีการเก็บภาษีสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรม สูงกว่าสหรัฐราว 11% ซึ่งหากสหรัฐปรับขึ้นภาษีให้เท่าไทยเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้า คาดว่าทำให้ไทยเสียหาย 7-8 พันล้าดอลลาร์ โดยสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเช่น ข้าว กุ้งแปรรูป ยางล้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์
นายวุฒิไกรกล่าวถึงแนวทางการเจรจานั้นที่ผ่านมาได้เข้าพบสภาคองเกรส เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะแล้ว และสหรัฐยังเปิดรับความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ลงทุน ผู้นำเข้าจากทุกประเทศ ซึ่งไทยก็ได้ส่งข้อมูลชี้แจงไปแล้ว
ทั้งนี้ไทยอาจจะใช้แนวทางในการปรับลดภาษีนำเข้าและเพิ่มปริมาณนำเข้าสินค้าบางรายการจากสหรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าให้สหรัฐ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์ เศษเนื้อ และเครื่องใน สุรา และเครื่องบิน โดยในส่วนนี้อาจประสานให้บริษัทการบินไทยเช่าหรือซื้อเครื่องบินจากสหรัฐเพิ่มมากขึ้น ส่วนในเรื่องของพลังงานพิจารณาให้ปตท.นำเข้าน้ำมันดิบ ปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมเหลว เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐคงไม่สามารถลดการขาดดุลการค้ากับไทยที่สูงถึง 3-4 หมื่นล้านดอลลาร์ได้ทั้งหมด ดังนั้นไทยจะต้องเจรจาให้ครอบคลุมทุกมิตินอกเหนือจากการค้า ต้องมองในเรื่องของการเข้าไปลงทุนเพิ่มในสหรัฐตามข้อเสนอของสหรัฐ ที่ต้องการให้เกิดการจ้างงานในประเทศด้วย ซึ่งปัจจุบันไทยมีการลงทุนในสหรัฐ รา ว 70 บริษัท ใน20 มลรัฐ ทำให้เกิดการจ้างงาน 1.1 หมื่นตำแหน่ง เบื้องต้นรัฐได้คุยกับภาคเอกชนไทยพบว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมอาหาร และพลังงานของไทย พร้อมที่จะเข้าไปลงทุนในสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม สหรัฐมีข้อกังวลในเรื่องการย้ายฐานการผลิตบางประเทศมายังไทยทำให้เกิดการสวมสิทธิสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐ โดยขณะนี้ได้สั่งให้กรมการค้าต่างประเทศเร่งแก้ปัญหา ด้วยการขึ้นบัญชีสินค้าที่เสี่ยงสวมสิทธิประเทศไทยแล้ว 49 รายการ โดยเฉพาะเหล็ก ผลิตภัณฑ์จากจีน
ขณะนี้คณะทำงานได้เตรียมมาตรการบรรเทาผลกระทบางางให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว โดยระยะสั้นจะเร่งการเยียวยาเร่งด่วนทั้งผู้ประกอบ เอสเอ็มอี ด้วยมาตรการ ลดดอกเบี้ย เข้าแหล่งเงินทุนมากขึ้น ส่วนระยะยาวจะเร่งเจรจาเอฟทีเอกับตลาดใหม่ๆเพื่อขยายการค้าการลงทุน เพื่อชดเชยผลกระทบจากกรณีถูกสหรัฐตอบโต้ทางการค้า
“แนวทางการเตรียมรับมือและการเจรจานี้คณะทำงานคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติด้วยความรอบคอบและความเสียหายกับประเทศให้น้อยที่สุด โดยการเจรจายึดหลักการเน้นผลประโยชน์ร่วมกัน 2 ฝ่าย เพื่อสร้างสมดุลทั้ง 2 ประเทศ โดยแผนเจรจาให้เสนอให้นายกฯทั้งหมดแล้วซึ่งสุดท้ายนายกฯจะเป็นคนตัดสินใจ “นายวุฒิไกร กล่าว
นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ไทยกับสหรัฐมีความร่วมมือด้านพลังงานอย่างใกล้ชิกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องการนโยบายพลังงาน และการโอกาสด้านการลงทุน โดยในปี 67 ไทยได้นำเข้าน้ำมันนำเข้าน้ำมันดิบ ปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมเหลว มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ ล่าสุดลงนามนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี 1 ล้านตันต่อปี รวมระยะเวลา 15 ปี รวมมูลค่า 7.5 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ปตท.ยังมีการลงทุนในสหรัฐ 1.2 พันล้านบาทในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และล่าสุดได้มีการพบหารือกับผู้ว่าการรัฐอลาสก้า โดยขณะนี้ภาคเอกชนไทย คือ ปตท สนใจเข้าลงทุนในอุตสากรรมก๊าซเอลเอ็นจี
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายของทรัมป์ในการขึ้นภาษี เพื่อต้องการดึงการลงทุนและการจ้างงานกลับคืน ซึ่งปีที่ผ่านมาไทยเกินดุลสหรัฐเพิ่มขึ้นจนมาอยู่ที่อันดับ 11 ของโลก โดยคาดอุตสาหกรรมที่เกินดุลมากก็จะได้รับผลกระทบ เช่น เหล็ก และอะลูมินัมที่โดนขึ้นภาษีไปก่อนแล้ว ซึ่งไทยเราส่งออกไปสหรัฐค่อนข้างมากถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
นอกจากนี้จะมีการขึ้นภาษีแบบเจาะจง ซึ่งจะทำให้กลุ่มยานยนต์ และชิ้นส่วนรับผลกระทบเพิ่มอีก โดยภาคเอกชนก็ต้องเตรียมแผนรับมือ รวมถึงต้องเตรียมข้อมูลชี้แจงด้วยว่าการเกินดุลบางส่วนก็มาจากการที่สหรัฐฯ เข้ามาลงทุนในไทย และส่งออกกลับไปสหรัฐ เช่น อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็ยังเกินดุลไทยหลายส่วน โดยเฉพาะธุรกิจบริการออนไลน์ ดาต้าเซอร์วิส รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ สอท.เป็นห่วงคือ เรื่องการที่สินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนเข้ามาสวมสิทธิสินค้าไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งประเด็นนี้สหรัฐฯ มีการจับตาค่อนข้างมาก อีกทั้งในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ที่ไทยมีการส่งออกไปสหรัฐเพิ่มไปมากขึ้นเยอะซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการเร่งนำเข้าก่อนใช้มาตรการภาษี แต่สิ่งที่สวนทางคือดัชนีการผลิตในประเทศที่ลดลง และสอดคล้องตัวเลขนำเข้าจากจีนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมีการนำสินค้าจีนเข้ามาเพื่อใช้สิทธิส่งออก หรืออาจนำวัตถุดิบมาผลิต แต่ใช้วัตถุดิบในประเทศเพียง 10-20% แต่ใช้วัตถุดิบจากจีนถึง 70-80%
“ตัวเลขที่น่าสนใจการนำเข้าจากจีนยังเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือนม.ค.68 เพิ่มถึง 20% โดยเฉพาะเหล็ก ยางรถยนต์ ดังนั้น สอท.จึงร่วมกับสมาชิกตั้งทีมติดตามดูอย่างใกล้ชิด พร้อมกับตั้งแพลตฟอร์ม FTI EYE ขึ้นมาเพื่อรับแจ้งข้อมูลเข้ามาหากพบเจอพฤติกรรมดังกล่าว และเร่งนำมาแก้ไขให้ทันท่วงที”
นายพจน์ อร่ามวัฒนนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยคนใหม่ เปิดเผยว่า หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นดำรงตําแหน่งประธานธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งนโยบายมีความชัดเจนเรื่องของการขึ้นภาษีกับประเทศที่ได้หนุนการค้ากับสหรัฐ รวมถึงเรื่องดึงการลงทุนเข้าไปในสหรัฐ หากพิจารณามูลค่าการค้าเฉพาะหมวดสินค้าเกษตรและอาหารพบว่าไทยเกินดุลสหรัฐฯ 142,654 ล้านบาท โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเกษตรอาหารอันดับที่ 11 ของโลกและไทยยังไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก
อย่างไรก็ตามไทยเองควรพิจารณาเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และพลังงาน เพื่อลดความกดดันด้านดุลการค้า รวมถึงพิจารณาปฏิรูปโควต้าภาษีนำเข้าของไทยกับสหรัฐฯ ให้มีจุดยืนที่เป็นธรรมและสมดุล (Fair and Balance Postion) ในการเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่สำคัญในการลดแรงกดดันทางการค้าจากสหรัฐฯ คือ การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นจากสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้ไทยมีจุดยืนที่ดีขึ้นในการเจรจาต่อรอง
ทั้งนี้ทางหอการค้าฯ มีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ กับทั่วโลก ซึ่งอาจทำให้มีสินค้าต่างประเทศทะลักเข้าสู่ตลาดอาเซียนรวมถึงไทย สร้างแรงกดดันต่อการส่งออกของไทยและผู้ประกอบการไทยในทุกระดับต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
นอกจากนี้โดยหอการค้าฯ เสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณาการนำเข้าสินค้ากลุ่มต่างๆ ที่จะไม่กระทบต่อคู่ค้าและเกษตรกรภายในประเทศ
1. พืชอาหารสัตว์ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลือง) ที่ผ่านมาไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และปัจจุบันยังต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและหมอกควัน การเปิดโควต้านำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ
ในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวของไทย จะช่วยให้เกษดรกรผู้เลี้ยงสัตว์ (โค สุกร ไก่) ไทยมีต้นทุนวัตถุดิบที่ดีและถูกลง ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกเนื้อสัตว์ไปต่างประเทศดีขึ้น รวมทั้งจะช่วยผู้บริโภคในประเทศในประเภทเนื้อสัตว์ด้วย
2.สินค้าอาหารทะเล เช่น ปลาแซลมอนแช่แข็ง หอยเซลล์ และปลาทูน่าจากเรือชักธงสหรัฐฯซึ่งไทยสามารถนำเข้าวัตถุดิบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศ
3. สินค้าประเภทสุราและเครื่องดื่มแอลถอฮอลล์ (Whisky & Wine)
4. เครื่องในสัตว์ เพื่อนำมาผลิตและแปรรูปในอุดสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง ทำเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยมเพื่อส่งออกหอการค้าฯ มองว่านโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของโลกเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ซึ่งปัจจุบันประเทศจีน เกาหลีและญี่ปุ่นได้มีการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคกันแล้ว อีกทั้งสหภาพยุโรปก็มีแนวโน้มที่จะร่วมมือกับแคนาดาในการเปิดตลาดกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ทางหอการค้าฯ เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลของไทยจำเป็นต้องเร่งเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี FTA โดยเฉพาะอย่างยิ่ง FTA ไทย-ยุโรป FTA อาเซียน-แคนาดา รวมถึงการปรับปรุงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ให้สำเร็จภายในปี 2568 นี้ให้ได้ ซึ่งจะทำให้ GDP ของไทยเติบโดขึ้นได้ไม่ต่ำกว่า1 % รวมทั้งการส่งออกจะโตได้ไม่ต่ำกว่า 10 %