ถ้าโลกมันแย่...ก็แค่คิดแบบคาปิบารา(Think Like a Happybara) “...ถึงจะไม่มีอะไรเป็นไปได้ดั่งใจ...แต่เรายังมีโอกาสได้ใช้ชีวิต...”
GH News April 05, 2025 08:05 AM

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

“..สถานะแห่งการดำรงอยู่ ของสัตว์โลกนานาบนโลกนี้ ล้วนมีธรรมชาติเฉพาะเป็นเครื่องหมายของชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น เป็นจิตวิญญาณแห่งสำนึกที่ต้องค้นหาและเรียนรู้ระหว่างกันและกัน ที่เป็นทั้งความง่ายดายและอาการอันสลับซับซ้อน นั่นคือกลไกในโลกแห่งการดำรงอยู่ของสรรพสัตว์..

แน่นอนว่า..ในพื้นฐานแห่งความเป็นจริง “ถึงจะไม่มีอะไรที่เป็นได้ดั่งใจ..แต่เรายังมีโอกาสได้ใช้ชีวิต”..ประเด็นสำคัญนี้ ...เหมือนจะเน้นย้ำและบอกกล่าวกับเราว่า..จะต้องมีความคิดที่ไม่เป็นลบกับตัวเองเสมอ..เพื่อที่จะได้ดำเนินชีวิตไปข้างหน้า..และ..ใช้โครงสร้างแห่งมวลสำนึกอันดีงามของมันอย่างมีความหมาย..ตลอดไป!"

นี่คือรากฐานแห่งผลลัพธ์จากการอ่านหนังสือประโลมใจที่มีค่าเล่มหนึ่งในนาม “..ถ้าโลกมันแย่..ก็แค่คิดแบบคาปิบาร่า” (Think Like a Happybara)..ผลงานสร้างสรรค์ของ “โอเพ่น ดูเรียน” (Open Durian)..

“คาปิบาร่า” ถือเป็น “สัตว์ฟันแทะ” ..ที่มีตัวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก..ถูกตั้งนามฉายาว่า “หมามะพร้าว”..เป็นมิตรกับทุกชีวิตบนโลกนี้..เป็น “หนู” ที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก..เลี้ยงลูกด้วยนม..ปัจจุบันเป็นสัตว์ที่ครองใจชาวโซเชียลมากที่สุด..และ สามารถเลี้ยงร่วมกับ หมาและแมวได้.. มีลักษณะขนและสีผิวคล้ายผลมะพร้าว..และ นกกีวี..กินหญ้า พืชน้ำ ผลไม้ รวมทั้ง เปลือกไม้ในฤดูแล้ง..จะมีอายุประมาณ8-10ปี/มีแหล่งกำเนิดอยู่ทาง ตอนเหนือและตอนกลางของทวีปอเมริกาใต้ ..!

ปัจจุบันหลายคนเรียกว่า.. “กะปิปลาร้า”..ด้วยความเอ็นดูและรัก..! ประเด็นสำคัญของเรื่องอยู่ที่ว่า..ขณะที่โลก ณ วันนี้ เต็มไปด้วยปัญหา..แต่ทำไม “คาปิบาร่า” สัตว์ทรงกลม ตัวกลม..ใบหน้ามึนๆ..ถึงได้มีชีวิตอยู่อย่างสบายใจ..เหมือนกับว่า..พวกเขาไม่มีเรื่องอะไร..ที่จะทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาได้....ความคิดของพวกเขา..อยู่กันอย่างกลมเกลียว..ไม่มีสิ่งใดที่จะทำร้าย “หัวใจ” ของพวกเขาได้..

เหตุนี้ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์..หากได้ลองคิดแบบ “คาปิบารา” ดูบ้าง..เราก็จะมีแต่ได้พบกับความสบายใจ..แม้จะต้องตกอยู่ในสภาวะที่ขึ้งเคียดในวันนี้..ด้วยกันทุกคน..!.เหตุดั่งนี้..จึงทำให้เราสามารถอนุมานได้ว่า..เมื่อเราเติมความสุขให้ตัวเองได้..เราก็จะไม่ต้อง คอยให้ใครมาดูแล..และเติมความรักให้กับเรา..และการที่เราพยายามควบคุม และคาดหวังในทุกอย่างให้เป็นไปตามที่เราต้องการ...ทั้งไปที่ มันเป็นไปไม่ได้  โดยอะไรๆก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง..ที่สุด..ใจของเรานั่นแหละที่จะไม่มีความสุข..!

...ครั้น..การที่เราตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของแต่ละวัน นั่นถือเป็นสิ่งพิเศษที่แสนมีค่า..เนื่องเพราะ..การที่เรายังมีชีวิตอยู่ มันย่อมหมายความถึงว่า..เรายังมีโอกาสทำอะไรอีกหลายอย่าง..! อีกทั้ง..เมื่อต้องเจออะไร..เรื่องอะไร..ที่ทำให้เราหงุดหงิด ..ก็ลองหายใจลึกๆ แล้วสังเกตดูว่า..วินาทีที่เราหยุดกังวล หรือหยุดพยายามแก้ไขสิ่งที่เราสิ่งที่เราควบคุมได้แน่ๆ นั่นจักเป็นวิธีที่เราจะใช้สมองกับสถานการณ์เหล่านั้น..

นั่นจึงสรุป..ได้ว่า..ถึงความสำเร็จของเรา..ไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้..มันก็ไม่ได้หมายความว่า.. “มันจะไม่เกิดขึ้น”

..หมวดหมู่และลำดับการณ์ต่อการเรียนรู้ในบทบาทของหนังสือเล่มนี้..ประกอบด้วย..

*ความรัก (Love & Relationship)

*ชีวิต ( Life)

*สังคม (Social)

*งาน (Job& Work)

*ตัวเราเอง (Ourself)

ความรัก../ไม่่จำเป็นต้องรีบร้อน..เพราะคนรักไม่ใช่จะเป็นใครก็ได้..แต่ต้องเป็นคนที่ใช่..และเมื่อถึงเวลาที่ใช่ เราจะเจอคนที่ใช่สำหรับเราเอง  ซึ่งสุดท้าย..จักไม่ใช่.. “ใครต้องเอาใจใครมากกว่ากัน” แต่ความรัก..คือการปรับตัวเข้าหากันและกัน.. “ยอมรับข้อเสียซึ่งกันและกัน” ตลอดจนต้องเติมเต็มให้กันในสิ่งที่ขาดหาย..!

ชีวิต../..ถึงชีวิตไม่มีอะไรเป็นไปได้ดั่งใจ แต่เราก็ยังมีโอกาสได้ใช้ชีวิต เพราะชีวิตคือการเรียนรู้..ด้วยเหตุนี้..จงสนุกกับชีวิตให้เต็มที่ เพราะเรายังโชคดีที่มีชีวิต..อย่าไปวิตกกังวล หรือกดดันกับปัญหาต่างๆในชีวิตเกินไป..เพราะทุกเหตุการณ์ ล้วนอยู่เหนือการควบคุมของเราทั้งสิ้น..ซึ่งสุดท้ายแล้ว..สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้..ก็มีเพียง “ตัวเรา” เท่านั้น..!

*สังคม../หากเราไม่ได้เอาชีวิตของเรา ไปเปรียบกับคนอื่น..เราจะสามารถยินดีกับความสำเร็จของทุกคนได้อย่างใจกว้าง..

จงอย่าใช้ชีวิต โดยการพยายาม..ทำตัวให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่นในสังคมอย่างเด็ดขาด..ไม่เช่นนั้นตัวคุณจะเกิดความทุกข์ และ “เปลี่ยนกลับไปกลับมา..ตลอดเวลา”!

งาน../,..หากเทียบผลงาน..ให้เทียบผลงานกับของตัวเองก่อน..ว่าเราทำดีขึ้นกว่างานที่แล้วหรือไม่..เราไม่จำเป็นต้องสนใจงานคนอื่น... “ต้องเอาชีวิตตัวเองให้รอดก่อน” ไม่มีงานไหน..หรือที่ไหนๆ..ที่ไม่ต้องปรับตัว ..ทุกที่ล้วนต้องการ..การปรับตัวทั้งหมด แม้แต่ “บ้านหลังใหม่” ของคุณก็ตาม..และ “ที่มนุษย์ในทุกวันนี้อยู่รอดก็เพราะปรับตัวเป็น”..!

สุดท้าย..เป็นที่เป็นเรื่องแห่งนัยของ... *ตัวเรา../...เราจำเป็นต้องใจดีกับตัวเองให้มาก..จงตั้งความใฝ่ฝันที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง..ตั้งความฝันให้ทุกคนเผลอยิ้มออกมา ในทุกครั้งที่นึกถึงมัน..และหากมีอะไรที่ต้องทำเพื่อให้เกิดความฝัน..ก็ต้องลองทำมัน.. “ไม่ใช่แค่ลองคิด”..เพราะ “เสียใจย่อมดีกว่าเสียใจเสมอ..”!

..การมีชีวิตอยู่อย่างปล่อยวางและสบายใจ..ตามวิถีแห่งสัญชาตญาณของ “คาปิบาร่า” ที่ได้นำมาเป็นอุทาหรณ์..และเป็นสัญญะแห่งการเปรียบเปรยข้างต้น..ถือเป็นอุบัติการณ์ทางความคิดที่มีค่า และเป็นคุณประโยชน์ต่อการรับรู้เพื่อการปรับแปลงชีวิตให้เกิดสมดุล..เป็นธรรมชาติกับหลบเร้นแห่งความเป็นตัวตนของชีวิตในเชิงประจักษ์..

จนสามารถนำทางชีวิตของเราทุกคนให้ก้าวสู่จักรวาลของความเป็นเนื้อแท้แห่งชีวิตได้..ทั้งหมด..จึ่งคือภาวะอันบริสุทธิ์ของ..เจตจำนงที่ดีงาม..ในโครงสร้างของการตื่นรู้..อันพิสุทธิ์.. “ลองพยายามทำตัวให้เหมือนโทรศัพท์ของคุณตอนเปิดโหมดเครื่องบินดูบ้าง..บางครั้งเราก็ต้องการ การเชื่อมต่อ..เพื่อชาร์จแบตให้ตัวเอง”..

ภาวะเปรียบเทียบอันเป็นสามัญเช่นนี้..สามารถกระตุ้นเร้าให้เราได้มองเห็น..สายทางของมโนสำนึก..ที่สามารถทำให้ทุกคนคลี่คลายอคติ..และ..บรรลุความหยั่งเห็นได้ไม่ยาก..! เหมือนเช่น.. “ถ้าวันนี้เราพลาดบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก..ใครๆก็พลาดกันทั้งนั้น ให้ความผิดพลาดครั้งเก่าเป็นบทเรียน แล้วค่อยลองใหม่อีกครั้ง..”..เพราะว่า..ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เราเก่งน้อยลง..แต่การเรียนรู้จากความผิดพลาด จะทำให้เราเก่งขึ้นไปอีกขั้น ...

เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนว่า..ชีวิตเป็นเหมือน “ไวไฟ” บางครั้งก็มีเวลาที่อ่อนแอ..แต่ทุกคนก็ตามหามัน..หรือไม่..ชีวิตก็เหมือนกับแบตเตอรี่ที่ต้องการทั้งขั้วบวกและขั้วลบ เพื่อ ชาร์จประสบการณ์ให้เต็มที่..!.. และประสบการณ์นั้นๆก็จะย้ำเตือนกับเราอยู่ซ้ำๆว่า..

“..ชีวิตก็เหมือนช็อคโกแลต..ในกล่อง.บางชิ้นก็หวาน บางชิ้นก็ขม บางชิ้นก็เต็มไปด้วยถั่ว..แต่โดยรวมแล้ว..ก็อร่อยทุกชิ้นนั่นแหละ..!..ข้อเปรียบเทียบในท่วงทำนองแห่งสาระต่างๆเหล่านี้.ล้วนขับเน้นให้หนังสือเล่มนี้..มีชีวิตชีวา และมีคุณค่าต่อการตีความเพื่อนำไปปฏิบัติต่อ..นัยสะท้อนของชีวิตมากยิ่งขึ้น..มันเริ่มต้นจากตัวตนแห่งตน..มองเห็น เข้าใจ และ ประจักษ์ ด้วยสายตาแห่งหัวใจของชีวิต..ความแฝงเร้นจึงบรรลุสู่พื้นภูมิของชีวิต..ผ่านความเข้าใจสู่ความเข้าใจไม่เปลี่ยนแปร...มันจึงเปรียบได้ดั่งการเซลฟี่...เราจะได้รูปที่ดีที่สุดก็ต่อเมื่อ “เรายิ้ม”..

“คาปิบาร่า” ..คือตัวแทนแห่งตัวตน..ของจิตวิญญาณ..ที่เป็นทั้งความอ่อนโยน และ เป็นมิตร..ในกระจกแห่งชีวิตจริง...ที่ไม่เคยอำพรางและ..หลอกลวง..!

“..ในกระจกแห่งชีวิต..เธอจะมองเห็น..คนคนนั้นที่คอยสนับสนุน..คนที่คอยผลักดัน..คนที่เชื่อมั่นในตัวเธอ..นั่นคือ.. “ตัวเธอเอง"...!"

 

© Copyright @2025 LIDEA. All Rights Reserved.