ไทยสร้างไทย จัดทัพใหม่ เลือก อุดมเดช หัวหน้าพรรค ต่อพงษ์ นั่งเลขาธิการ พร้อมดันรุ่นใหม่ขึ้นทีมบริหาร ย้ำภารกิจแก้จน-ลดเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้คนตัวเล็ก
วันที่ 4 เมษายน 2569 พรรคไทยสร้างไทย จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรค แกนนำ และสมาชิกพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงกว่า 400 คน โดยวาระสำคัญในวันนี้ คือการปรับโครงสร้างพรรคและกำหนดทิศทางการทำงานในระยะต่อไป ภายหลังผ่านช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ทันทีที่เริ่มการประชุม คณะกรรมการได้ดำเนินการจัดเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือก นายอุดมเดช รัตนเสถียร ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคและ ต่อพงษ์ ไชยสาส์น เป็นเลขาธิการพรรค
พร้อมทั้งปรับทีมบริหารโดยผสมผสานบุคลากรทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการทำงานของพรรคให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลง ในด้านอุดมการณ์ พรรคได้ย้ำจุดยืนสำคัญในการดำเนินงานทางการเมือง โดยเน้นการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเป็นระบบ การลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติและการสร้างโอกาสให้กับประชาชนฐานรากหรือ “คนตัวเล็ก” ให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียมพร้อมทั้งมุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศในระยะยาว
นายอุดมเดช กล่าวภายหลังได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคว่าพรรคจะเดินหน้าทำงานบนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยย้ำว่า ตราบใดที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเผชิญกับความยากจนและความเหลื่อมล้ำ พรรคจะยังคงมุ่งมั่นผลักดันนโยบายที่ช่วยให้ประชาชนสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพและมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
นอกจากนี้ พรรคยังตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันนโยบายต่าง ๆ ผ่านบทบาทการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลโดยเน้นนโยบายที่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การกระจายรายได้ การเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนและการพัฒนาศักยภาพแรงงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ด้านนายต่อพงษ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่ กล่าวว่า ช่วงหลังการเลือกตั้งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พรรคต้องทบทวนบทเรียนและปรับปรุงโครงสร้างองค์กร ทั้งในด้านการบริหาร การสื่อสาร และการวางยุทธศาสตร์ทางการเมือง เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น
พร้อมระบุว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ พรรคได้ให้ความสำคัญกับการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในตำแหน่งสำคัญควบคู่ไปกับประสบการณ์ของนักการเมืองรุ่นใหญ่ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความต่อเนื่องและนวัตกรรมทางการเมือง ซึ่งจะช่วยให้พรรคมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการขับเคลื่อนนโยบาย.
อ่านข่าวเพิ่มเติม