พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านฉลุย สศช.แนะคลังทำแผนใช้หนี้ให้ชัด
GH News May 10, 2026 09:09 AM

10 พฤษภาคม 2569 – หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ให้ ครม. มีอำนาจกู้เงินบาท หรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย มูลค่ารวมกันไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ 30 ก.ย.2570

โดยมาตรา 5 เงินกู้ตาม พ.ร.ก.นี้ จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกเหนือจากการดังนี้มิได้ (1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผล กระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน (2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว มาตรา 6 การกู้เงินตาม พ.ร.ก.นี้ ให้ ครม.อนุมัติเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของรัฐในการชำระหนี้คืนประกอบด้วย มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้ให้เป็นไปตามมาตรา 5 และ 6 ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน การดำเนินการตามแผนงานให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง โดยความเห็นชอบของ ครม.

รายงานจากทำเนียบรัฐบาล ชี้ว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินฯวงเงิน 4 แสนล้านบาทฉบับนี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม.หลายหน่วยงาน

โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นว่า สศช.ได้พิจารณาร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ มีความเห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือในการช่วยลดผลกระทบของประชาชนจากค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

อย่างไรก็ตามมีความเห็นเพิ่มเติมว่ากระทรวงการคลังควรพิจารณาจัดทำแผนการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าวที่ชัดเจน และมุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพด้านการคลังอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้การใช้จ่ายเม็ดเงินจากร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความ ไม่แน่นอนสูง ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินการสามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้การใช้จ่ายเม็ดเงินจากร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ทั้งสองแผนงานควรมุ่งเน้นโครงการที่มีความพร้อมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแผนงาน ทั้งในด้านการช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ

รวมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และช่วยยกระดับศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย สำหรับกลไกการดำเนินการและการติดตามประเมินผลตาม สศช.ให้ความเห็นว่าเพื่อให้การกู้เงินในครั้งนี้ มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ควรมีการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องด้วย

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.