'สติไฟต์เตอร์' รู้ทันกลโกง'สแกมเมอร์'มิจฯไม่ได้เงียบ 3 เดือนแรกปีนี้เสียหาย 6 พันล.
GH News May 27, 2026 03:10 PM

มิจฉาชีพออนไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงภัยใกล้ตัว แต่กลายเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายรุนแรงให้กับคนไทยมากที่สุดรูปแบบหนึ่ง เพราะกลโกงถูกพัฒนาให้แนบเนียนและซับซ้อนขึ้นตลอดเวลา ทั้งการโทรหลอกลวง สวมรอยผ่านโซเชียลมีเดีย ส่งลิงก์ปลอม ไปจนถึงการใช้ AI สร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกเหยื่อ หลายคนสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต บางรายได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนัก ขณะที่ความเสียหายยังลุกลามไปถึงความเชื่อมั่น ความปลอดภัยในการใช้ชีวิต และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

จากข้อมูลในปี 2568 ประเทศไทยมีมูลค่าความเสียหายจากภัยออนไลน์มากกว่า 25,000 ล้านบาท และเพียงไตรมาสแรกของปี 2569 ความเสียหายก็พุ่งเกิน 6,000 ล้านบาทแล้ว ท่ามกลางกลโกงรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนมุกอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นโจทย์สำคัญระดับประเทศที่ทุกฝ่ายต้องเร่งร่วมมือกันแก้ไข ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทย จึงจับมือกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ไทยรัฐ กรุ๊ป (Thairath Group) และ LINE ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ “สติไฟต์เตอร์: รู้ทัน ป้องกันโกง” เพื่อยกระดับความร่วมมือในการป้องกันภัยมิจฉาชีพ และสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทยรู้เท่าทันกลลวงออนไลน์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตกเป็นเหยื่อรายต่อไป

ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย  กล่าวว่า ภัยจากมิจฉาชีพในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการก่อเหตุรายบุคคล แต่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมระดับโลกที่ทำงานอย่างเป็นระบบ มีความเป็นมืออาชีพ และพัฒนากลโกงรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเลือกจังหวะในการหลอกลวงได้อย่างแนบเนียน ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อได้ง่าย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 25,000 ล้านบาทในปี 2568 และเพียงช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ก็มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 6,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์

ดร. พิพัฒน์พงศ์ กล่าวต่อว่า ภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ในยุคนี้ เป็นความท้าทายระดับโลกที่ไม่สามารถให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งรับมือเพียงลำพังได้ การแก้ปัญหาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธนาคาร และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันป้องกันและจัดการปัญหาอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อช่วยให้คนไทยรู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพมากยิ่งขึ้น โดยภัยทางการเงินจากมิจฉาชีพถือเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันรับมือ และไม่ใช่ปัญหาของธนาคารใดธนาคารหนึ่งเท่านั้น ทุกธนาคารต่างมีความร่วมมือในการพัฒนาและยกระดับมาตรการป้องกันอย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ การป้องกัน เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว การติดตามเส้นทางการเงินในโลกดิจิทัลทำได้ยากและซับซ้อน มิจฉาชีพสามารถโยกย้ายเงินผ่านระบบดิจิทัลได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้การตรวจสอบบัญชีและติดตามเส้นทางการโอนเงินต้องใช้ทั้งเวลาและทรัพยากรจำนวนมาก

“KBank จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรม ระบบรักษาความปลอดภัย และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านโมบายแบงก์กิ้งและระบบยืนยันตัวตน ซึ่งปัจจุบันมีความเข้มงวดและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการนำเทคโนโลยีด้าน Cyber Security เข้ามาช่วยเฝ้าระวัง ดูแลความปลอดภัยและรับแจ้งเหตุภัยทางการเงินตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านศูนย์เฝ้าระวังด้านความปลอดภัยไซเบอร์โดยเฉพาะ และยังพัฒนาฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น การกำหนดวงเงินธุรกรรมให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าแต่ละประเภท หากระบบตรวจพบธุรกรรมที่มีความผิดปกติหรือมีความเสี่ยงสูง จะมีการแจ้งเตือนหรือระงับบางรายการทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย แม้อาจส่งผลให้การใช้งานไม่สะดวกเท่าเดิมบ้าง แต่ถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกค้า” ดร. พิพัฒน์พงศ์ กล่าว

พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล

พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก./ หัวหน้าส่วนอำนวยการ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ศปอส.ตร. กล่าวว่า  นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา มีเคสที่เกี่ยวข้องกับภัยออนไลน์เกิดขึ้นแล้วมากกว่า 1 ล้านเคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าอาชญากรรมออนไลน์กลายเป็นปัญหาสำคัญระดับประเทศ และถือเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันจัดการ เพื่อลดความเสียหายและยุติปัญหาในระยะยาว จากข้อมูลภาพรวมของรูปแบบการหลอกลวงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการหลอกผ่านโทรศัพท์ แพลตฟอร์มออนไลน์ หรือช่องทางดิจิทัลต่าง ๆ โดยประเภทคดีที่พบมากที่สุดคือการหลอกซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 80% ของจำนวนเคสทั้งหมด แม้ความเสียหายต่อรายจะไม่สูงมากนัก แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับมีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด ขณะที่คดีด้านการเงินและการลงทุน แม้จำนวนเคสจะน้อยกว่า แต่กลับมีมูลค่าความเสียหายต่อรายสูงมาก บางกรณีสูญเงินหลักสิบล้านถึงหลักร้อยล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบรูปแบบการสวมรอยเป็นบุคคลอื่น และการหลอกลวงเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“แม้ปัจจุบันมูลค่าความเสียหายจากภัยออนไลน์จะลดลง จากเดิมที่เคยสูงถึงประมาณวันละ 100 ล้านบาท เหลือราว 20 ล้านบาทต่อวัน ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่ระดับที่น่าพอใจ และทุกฝ่ายยังต้องเดินหน้าทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพราะยังมีผู้เสียหายเกิดขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 700 เคสต่อวัน โดยกลุ่มผู้เสียหายหลักในปัจจุบันอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20-30 ปี ซึ่งเป็นวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน มักเกี่ยวข้องกับคดีซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์” พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาของขบวนการสแกมเมอร์มีการทำงานกันเป็นเครือข่ายและแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ทั้งกลุ่มที่เผยแพร่ข้อมูล กลุ่มที่เข้าหาเหยื่อ และกลุ่มที่ทำหน้าที่หลอกลวงโดยตรง สิ่งที่มิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือสำคัญคือ การเล่นกับอารมณ์ของผู้เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความกลัว การเร่งรัดด้วยเวลา หรือการสร้างความไว้วางใจผ่านรูปแบบ Romance Scam เพื่อให้เหยื่อเชื่อใจ หรือการใช้ AI เข้ามาช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ จนเชื่อว่ากำลังพูดคุยกับบุคคลจริง ก่อนชักชวนให้ลงทุนหรือโอนเงินในท้ายที่สุด

พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นสำคัญคือ ผู้เสียหายจำนวนมากมักตัดสินใจเพียงลำพังโดยไม่ปรึกษาใคร เจ้าหน้าที่จึงอยากให้ประชาชน หากพบข้อความหรือธุรกรรมที่น่าสงสัย ควรปรึกษาคนใกล้ตัวหรือคนในครอบครัวก่อนตัดสินใจ เพื่อช่วยกันตรวจสอบความผิดปกติ และไม่ควรดำเนินการใด ๆ ภายใต้แรงกดดัน และเป็นความท้าทายในการจัดการเนื่องเพราะขบวนการจำนวนมากตั้งอยู่ในต่างประเทศหรือประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การปราบปรามทำได้ยาก และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการป้องกันและลดความสูญเสียของประชาชนให้ได้มากที่สุด

ในด้านการปราบปราม พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ กล่าวว่า ข้อมูลเส้นทางการเงินยังช่วยให้สามารถติดตามไปถึงผู้กระทำผิดตัวจริงได้ ขณะเดียวกัน  ทางศูนย์ฯยังนำข้อมูลและกรณีศึกษาต่าง ๆ มาผลิตสื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยออนไลน์ เพราะความเสียหายจากมิจฉาชีพไม่ได้กระทบเพียงเรื่องเงินเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจและคุณภาพชีวิตของผู้เสียหายจำนวนมาก ทั้งนี้หน่วยงานยังนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์รูปแบบการหลอกลวง เช่น การตรวจสอบลิงก์หรือ URL ที่น่าสงสัย โดยระบบจะประเมินความเสี่ยงจากพฤติกรรมของเว็บไซต์ อาทิ การเปลี่ยนชื่อบัญชีบ่อย การใช้ข้อมูลผิดปกติ หรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายหลอกลวง เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบเว็บไซต์อันตรายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ข้อมูลทั้งหมดจากการวิเคราะห์ยังถูกแบ่งปันร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งธนาคาร แพลตฟอร์มดิจิทัล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบป้องกันภัยไซเบอร์และยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชน

ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร

ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด LINE ประเทศไทย กล่าวว่า แพลตฟอร์ม LINE  ไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันสำหรับการสื่อสารเท่านั้น แต่กลายเป็นเสมือนแพลตฟอร์มการสื่อสารระดับประเทศที่เข้าถึงคนไทยจำนวนมาก โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 56 ล้านคนทั่วประเทศ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูล ใช้ชีวิต และทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งด้านการศึกษา การทำธุรกิจ และการติดต่อสื่อสาร จึงให้ความสำคัญกับการทำให้ผู้ใช้งานชาวไทยสามารถเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย

“ที่ผ่านมา LINE ติดตามสถานการณ์และพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับภัยมิจฉาชีพออนไลน์ที่ยังเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบต่าง ๆ เพื่อทำให้มิจฉาชีพดำเนินการได้ยากขึ้น แม้อาจเพิ่มขั้นตอนในการใช้งานบ้าง แต่ถือเป็นมาตรการสำคัญในการปกป้องผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น การนำ AI เข้ามาช่วยตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ ทั้งข้อความ การติดต่อ หรือรูปแบบการใช้งานที่เข้าข่ายการหลอกลวง เพื่อให้ระบบสามารถแจ้งเตือนและจัดการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มมาตรการยืนยันตัวตนและการตรวจสอบบัญชีร้านค้าบนแพลตฟอร์มอย่างเข้มงวด เพื่อลดการแอบอ้างและบัญชีปลอม” ณิชารัศมิ์ กล่าว

ณิชารัศมิ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ผู้ใช้งานยังมีเครื่องมือช่วยจัดการความเสี่ยงมากขึ้น เช่น การแยกข้อความหรือสายโทรจากบุคคลที่ไม่รู้จัก รวมถึงฟีเจอร์สำหรับรวบรวมข้อความน่าสงสัย เพื่อให้สามารถตรวจสอบ บล็อก หรือรายงานได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงผลิตคอนเทนต์ให้ความรู้และแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันการใช้งานแพลตฟอร์มหรือการทำธุรกรรมอาจมีขั้นตอนมากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้คือความร่วมมือของทุกฝ่ายในการยกระดับความปลอดภัยและปกป้องผู้ใช้งานจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว

ศึกษาข้อมูลกลโกงมิจฉาชีพได้ที่เว็บไซต์ www.kasikornbank.com และเฟซบุ๊ก: Kbank Live

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.