สโมสรจากลอนดอนเหนือที่เพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในฤดูกาล 2025/26 ของฟุตบอลอังกฤษระดับสูงสุด ยังมีภารกิจสำคัญรออยู่ในฤดูกาลนี้
อาร์เซนอลเตรียมลงเล่นรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2006 โดยจะพบกับแชมป์เก่าอย่างปารีส แซงต์-แชร์กแมงในสุดสัปดาห์นี้
ทีมปืนใหญ่ไม่เคยคว้าแชมป์รายการสโมสรยุโรปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาก่อน หลังจากพ่ายบาร์เซโลนา 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศเมื่อครั้งนั้น และพวกเขาอาจจะต้องลงสนามโดยไม่มีบุคคลสำคัญในความพยายามคว้าโทรฟี่ครั้งนี้
การพบกับปารีส แซงต์-แชร์กแมงครั้งนี้ยังถือเป็นเกมล้างตาสำหรับลูกทีมของมิเกล อาร์เตตา หลังจากเคยแพ้ให้กับแชมป์ลีกเอิงทีมนี้เมื่อปีที่แล้วระหว่างเส้นทางสู่แชมป์ของเปแอสเช
ทีมจากฝรั่งเศสเอาชนะในรอบรองชนะเลิศด้วยสกอร์รวม 3-1 โดยได้ประตูจากอุสมาน เดมเบเล, อัชราฟ ฮาคิมี และฟาเบียน รุยซ์ ตลอดสองนัดที่พบกัน
ด้านอาร์เซนอลสามารถผ่านรอบรองชนะเลิศด้วยการเอาชนะแอตเลติโก มาดริด ด้วยสกอร์รวม 2-1 แต่ในนัดที่สองกลับเกิดเหตุปะทะกันระหว่างอันเดรีย แบร์ตา ผู้อำนวยการกีฬาของทีมกับดีเอโก ซิเมโอเน
อาร์เซนอลชนะไป 1-0 โดยเหตุชุลมุนเกิดขึ้นที่ข้างสนามเมื่อซิเมโอเนออกจากเขตเทคนิคไปผลักแบร์ตา หลังจากมีการโต้เถียงกันระหว่างเกม
แบร์ตาพยายามเรียกร้องให้ผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลาในช่วงนาทีสุดท้ายของเกมที่ทีมของเขานำ 1-0 ซึ่งทำให้ซิเมโอเนไม่พอใจและพุ่งเข้าไปผลักจนทั้งสองฝ่ายต้องถูกกันออกจากกัน
เจ้าหน้าที่ทีมเข้ามาห้ามทันเวลา ทำให้เหตุการณ์ไม่บานปลาย แต่แบร์ตายังคงตะโกนโต้กลับพร้อมโบกมือใส่ซิเมโอเนในระหว่างที่ถูกพาออกไป
จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีความเป็นไปได้น้อยมากที่แบร์ตาจะถูกสั่งแบนจากสนาม ซึ่งหมายความว่าเขาน่าจะสามารถอยู่ข้างสนามเพื่อชมทีมของเขาลงดวลกับเปแอสเชได้
โทษแบนจากสนามสำหรับเจ้าหน้าที่ทีมถือว่าเกิดขึ้นได้ยาก โดยตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของโชเซ มูรินโญ ที่ถูกแบนในปี 2015 หลังจากใช้ถ้อยคำรุนแรงใส่ผู้ตัดสินจอน มอสส์
เว้นแต่ว่าจะมีการเปิดเผยว่าแบร์ตาใช้ถ้อยคำในลักษณะเดียวกัน หรือซิเมโอเนยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ผู้อำนวยการชาวอิตาเลียนรายนี้ก็น่าจะเดินทางไปยังบูดาเปสต์เพื่อหวังเห็นทีมของเขาคว้าถ้วยแชมเปียนส์ลีกที่รอคอยมานาน