น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบและส่งเรื่องให้ศาลปกครองพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของโครงการภายใต้พระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยผ่าน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” วงเงิน 18,800 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลนำเงินกู้มาใช้สนับสนุน โดยเห็นว่า อาจเข้าข่ายขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายและหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้เป็นการตรวจสอบเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐวงเงิน 18,800 ล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และการเติมเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 700 บาท ที่รัฐบาลกำหนดขึ้นใหม่เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานบัตรสวัสดิการแห่รัฐควรใช้งบปกติ
รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เงินจำนวน 18,800 ล้านบาทดังกล่าวเป็นงบประมาณสำหรับสวัสดิการเดิมที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีสิทธิได้รับอยู่แล้วตามนโยบายปกติของรัฐ จึงควรเป็นภาระที่ต้องใช้งบประมาณรายจ่ายประจำตามกระบวนการงบประมาณปกติ ไม่ใช่การนำเงินกู้ที่ออกมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤติมาใช้ทดแทน
น.ส.ศิริกัญญา อธิบายว่า มาตรา 5 ของ พ.ร.ก. กู้เงินดังกล่าวกำหนดวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนว่า เงินกู้ต้องนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติพลังงาน ไม่ใช่เพื่อรองรับภาระค่าใช้จ่ายปกติของรัฐบาล ขณะที่เอกสารประกอบการตรากฎหมายก็ระบุว่า การกู้เงินจะทำได้เฉพาะกรณีที่ไม่สามารถใช้งบประมาณตามปกติได้และมีความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น
“รัฐบาลพยายามอธิบายว่าการกู้เงินเป็นเพียงแหล่งเงินเพิ่มเติม แต่เมื่อพิจารณาตัวบทกฎหมาย จะพบว่ามีการกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินไว้อย่างชัดเจน ไม่สามารถนำไปใช้ได้ตามดุลยพินิจโดยไม่มีข้อจำกัด” น.ส.ศิริกัญญา กล่าวชี้ผิดพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง
นอกจากนี้ ยังอ้างถึงมาตรา 53 และมาตรา 54 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดให้การใช้เงินกู้ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุมัติไว้โดยเคร่งครัด หากมีการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์อาจเข้าข่ายขัดต่อหลักวินัยการคลัง
สำหรับประเด็นการตรวจสอบทางกฎหมาย น.ส.ศิริกัญญา ชี้แจงว่า แตกต่างจากกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเคยยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.กู้เงินตาม มาตรา 172 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว โดยการยื่นครั้งนี้เป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจทางปกครองของคณะรัฐมนตรี ภายหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ว่าการอนุมัติโครงการต่าง ๆ เป็นไปตามกรอบกฎหมายหรือไม่ไม่ระงับสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
รองหัวหน้าพรรคประชาชน ย้ำว่า เป้าหมายของการยื่นคำร้องไม่ใช่การระงับสิทธิหรือเงินช่วยเหลือของประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากรัฐบาลยังสามารถหาแหล่งงบประมาณอื่นมาทดแทนได้ ทั้งจากกระบวนการจัดทำงบประมาณปกติ การโอนงบประมาณรายจ่าย หรือการใช้งบกลางสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ซึ่งยังมีวงเงินเหลืออยู่มากกว่า 50,000 ล้านบาท
“เราไม่ได้ต้องการให้หยุดจ่ายเงินให้ประชาชน แต่ต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนแหล่งเงินให้ถูกต้องตามกฎหมาย และทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่อนุมัติให้ใช้เงินกู้ในส่วนนี้” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลว่า หากปล่อยให้รัฐบาลนำเงินกู้มาใช้รองรับค่าใช้จ่ายประจำได้โดยไม่มีข้อจำกัด จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ไม่เหมาะสมในการบริหารการคลังของประเทศในอนาคต เพราะอาจทำให้รัฐบาลเลือกกู้เงินเพิ่มเติมแทนการบริหารงบประมาณภายในกรอบที่รัฐสภาอนุมัติไว้ขัดเจตนารมณ์ของกฎหมาย
น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า การใช้เงินกู้ในลักษณะดังกล่าวอาจนำไปสู่การขยายตัวของภาระหนี้สาธารณะโดยไม่จำเป็น และสุดท้ายภาระดังกล่าวจะตกอยู่กับประชาชนทั้งประเทศผ่านการชำระหนี้และดอกเบี้ยในระยะยาว
ส่วนกรณีที่รัฐบาลให้เหตุผลว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานเช่นเดียวกันนั้น น.ส.ศิริกัญญา เห็นว่า ไม่สามารถนำมาใช้อ้างเพื่อรองรับการใช้เงินกู้ในส่วนนี้ได้ เพราะเงินจำนวน 18,800 ล้านบาท เป็นสวัสดิการเดิมที่รัฐมีภารกิจต้องจ่ายอยู่แล้ว ไม่ใช่มาตรการช่วยเหลือใหม่ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์วิกฤติโดยเฉพาะ
“หากรัฐบาลต้องการใช้เงินกู้เพื่อรองรับรายจ่ายปกติจริง ก็ควรเขียนกำหนดเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ไว้ในตัว พ.ร.ก. ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น แต่เมื่อกฎหมายไม่ได้เปิดช่องไว้ การนำเงินกู้มาใช้ในกรณีนี้จึงอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
ทั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านเตรียมติดตามผลการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างใกล้ชิด โดยมองว่ากรณีดังกล่าวไม่เพียงเป็นประเด็นเรื่องความถูกต้องของการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลักการสำคัญด้านวินัยการคลังและความรับผิดชอบต่อภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาวด้วย