สเตฟาน เอฟเฟนแบร์ก เคยถูกยกย่องว่าเป็นความหวังสูงสุดของวงการฟุตบอลเยอรมนี แต่แทนที่จะเปลี่ยนพรสวรรค์ของเขาให้กลายเป็นอาชีพที่ประสบความสำเร็จ เขากลับกลายเป็นที่โจษจันหลังจากชูนิ้วกลางใส่แฟนบอลและถูกสมาคมฟุตบอลเยอรมนี (DFB) ขับออกจากทีมในฟุตบอลโลกปี 1994 การทะเลาะกับเพื่อนร่วมทีม ความสัมพันธ์ชู้สาวกับภรรยาของเพื่อนร่วมทีม คดีขับรถขณะมึนเมา รวมถึงอัตชีวประวัติที่เต็มไปด้วยภาพยั่วยวนและคำผิด ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะ “นักเตะหัวรั้น” ยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น เรื่องราวนี้เป็นตอนที่ 14 ของซีรีส์ Rebel United
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นในฤดูกาล 1997/98 เมื่อดาวรุ่งวัย 18 ปี เอฟเฟนแบร์ก แจ้งเกิดกับ โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ภายใต้การคุมทีมของ โวล์ฟ แวร์เนอร์ ที่มองเห็นพรสวรรค์ของเขาและดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย จากวันแรกที่ลงสนามก็เห็นได้ชัดว่าเขาแตกต่างจากกองกลางเยอรมันทั่วไป—ไม่ตามแบบฉบับ เปิดเผยตรงไปตรงมา และไม่เกรงกลัวที่จะใช้พลัง ความกล้า และอำนาจตามธรรมชาติของเขาควบคุมเกม
เมื่ออายุได้เพียง 20 ปี เอฟเฟนแบร์กก็กลายเป็นผู้นำของทีมกลัดบัคที่อยู่ในช่วงตกต่ำเมื่อเทียบกับยุครุ่งเรืองในทศวรรษ 1970 แต่เขายังคงโดดเด่น อย่างไรก็ตาม เขามักจะทำตามกฎของตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการโต้เถียงกับเพื่อนร่วมทีม หรือกับผู้ตัดสิน หากสิ่งใดไม่ถูกใจ เขาจะไม่ลังเลที่จะพูดออกมา หรือบางครั้งถึงขั้นควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ผลคือใบเหลือง การโต้เถียง และความขัดแย้งติดตามเขาไปทุกที่
เพียงสามปีต่อมา บาเยิร์น มิวนิค ก็เข้ามาคว้าตัวเอฟเฟนแบร์ก การย้ายทีมครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก และในช่วงหนึ่งมันก็เป็นเช่นนั้น เขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม ทำประตู จ่ายบอล และกลายเป็นผู้เล่นที่ทีมขาดไม่ได้
แต่แม้ในสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมนี เขาก็ยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เอฟเฟนแบร์กไม่ยอมเป็นเพียงฟันเฟืองในระบบ เขามักจะขัดแย้งกับโค้ชและเพื่อนร่วมทีม ฤดูกาล 1991/92 เป็นตัวอย่างชัดเจน บาเยิร์นประสบปัญหาอย่างหนักจนเกือบตกชั้น และจบฤดูกาลในอันดับที่ 10 หลังจากเปลี่ยนโค้ชถึงสามคน ได้แก่ ยุปป์ ไฮน์เกส, เซอเรน เลอร์บี้ และ เอริช ริบเบ็ค
เมื่อผู้นำคนสำคัญหลายคนออกจากทีมไป ห้องแต่งตัวจึงขาดลำดับชั้นที่ชัดเจน เอฟเฟนแบร์กซึ่งในตอนนั้นติดทีมชาติแล้ว พยายามจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแต่ยังไม่พร้อม และนั่นทำให้เขาปะทะกับไฮน์เกสอย่างรุนแรง เหตุการณ์ถึงจุดเดือดเมื่อเอฟเฟนแบร์กตะโกนว่า “เฮ้ ไฮน์เกส ออกไปเคลียร์กันข้างนอกเลยไหม!” หลังจากนั้นไม่นาน ไฮน์เกสก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง และช่วงแรกของเอฟเฟนแบร์กกับบาเยิร์นก็สิ้นสุดลง
ช่วงเวลาหนึ่งในฟุตบอลโลกปี 1994 กลายเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของเอฟเฟนแบร์กไปตลอดกาล
หลังจากสองปีที่ไม่สม่ำเสมอกับ ฟิออเรนตินา ซึ่งรวมทั้งการตกชั้นและการเลื่อนชั้นกลับขึ้นมา เอฟเฟนแบร์กก็ได้เผชิญเหตุการณ์ที่จะกลายเป็นตำนานในวงการฟุตบอล ไม่ใช่เพราะประตูหรือถ้วยรางวัล แต่เป็นเพียง “ท่าชูนิ้วกลาง” ที่ทำให้เขากลายเป็น “ศัตรูหมายเลขหนึ่งของชาติ” ในฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา เอฟเฟนแบร์กวัย 25 ปีอยู่ในช่วงพีคที่สุด ทั้งร่างกายที่แข็งแกร่ง เทคนิคชั้นยอด และถือเป็นหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดของยุโรป
แต่สิ่งที่เป็นข่าวกลับไม่ใช่ฟอร์มการเล่นของเขา ในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายกับ เกาหลีใต้ เยอรมนีนำ 3-0 ในครึ่งแรก แต่ในครึ่งหลังซึ่งเล่นภายใต้อุณหภูมิ 48 องศาเซลเซียสที่ดัลลัส ทีมเกาหลีกลับตีตื้นขึ้นมา จบเกมเยอรมนีชนะ 3-2 แต่แฟนบอลไม่พอใจกับฟอร์มที่ย่ำแย่ของทีมแชมป์โลก
เสียงโห่ดังขึ้นเรื่อย ๆ กลางครึ่งหลัง และเมื่อโค้ชทีมชาติ เบอร์ตี้ โฟกต์ส เปลี่ยนเอฟเฟนแบร์กออกในนาทีที่ 75 แทนที่ด้วย โธมัส เฮลเมอร์ แฟนบอลก็ส่งเสียงโห่หนักกว่าเดิม เอฟเฟนแบร์กซึ่งทั้งเหนื่อยและหงุดหงิด หันไปทางอัฒจันทร์และชูนิ้วกลางใส่แฟนบอล เขาไม่ลดมือลงแม้ตอนเดินกลับไปที่ม้านั่งสำรอง และยืนอย่างมั่นคง แสดงท่าทางท้าทายอย่างไม่สะทกสะท้าน
แม้จะไม่มีภาพวิดีโอเหตุการณ์นี้หลงเหลืออยู่ แต่ “นิ้วกลางของเอฟเฟ” ก็กลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่ฝังแน่นที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกของเยอรมนี
ผลลัพธ์ตามมาทันที สื่อเยอรมันต่างรุมวิจารณ์อย่างรุนแรง และ DFB ก็รีบดำเนินการลงโทษ ในคืนนั้น ประธาน DFB เอกิดิอุส เบราน์ และโฟกต์ส ได้ประชุมด่วนเพื่อตัดสินชะตาของกัปตันทีม สุดท้าย เอฟเฟนแบร์กถูกเลือกให้เป็น “แพะรับบาป” ซึ่งนักเตะหลายคนในยุคนั้นยังคงเห็นว่าไม่ยุติธรรม
ทีมเยอรมนีปี 1994 ไม่ใช่ทีมที่เป็นหนึ่งเดียว แต่เป็นกลุ่มของอีโก้ส่วนบุคคล กรณีของ โบโด อิลก์เนอร์ และปัญหาเรื่องภรรยานักเตะได้สร้างความตึงเครียดอยู่แล้ว ขณะที่ความขัดแยกระหว่างกัปตัน โลธาร์ มัทเธอุส กับโฟกต์ส ก็เพิ่มรอยร้าวขึ้นอีก แฟรนซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ ที่ทำหน้าที่คอลัมนิสต์ให้ Bild ยังออกมาวิจารณ์โฟกต์สอย่างต่อเนื่อง “โฟกต์สถึงกับพังทลาย” จากคำบรรยายในสารคดีของ ARD ว่าด้วยความล้มเหลวของทีมเยอรมนีในสหรัฐฯ
เมื่อการแข่งขันดำเนินต่อไป โฟกต์สต้องต่อสู้กับปัญหาวินัยและความไว้วางใจที่แตกสลาย สุดท้าย เอฟเฟนแบร์กต้องรับกรรม เขาปฏิเสธที่จะกล่าวคำขอโทษต่อสาธารณะ และถูกส่งกลับบ้านทันที ไม่มีการพักแข่ง ไม่มีค่าปรับ มีเพียงตั๋วเที่ยวเดียวกลับเยอรมนี นักเตะส่วนใหญ่เห็นว่าการลงโทษนี้รุนแรงเกินไป และการตัดชื่อของเอฟเฟนแบร์กยิ่งทำให้รอยร้าวภายในทีมลึกขึ้น
“ถ้าจะไล่เขาออก ก็ต้องไล่อีกสี่ห้าคนด้วย” มาริโอ บาสเลอร์ กล่าวภายหลังถึงเหตุการณ์ชูนิ้วกลาง สุดท้าย เยอรมนีในฐานะแชมป์โลกเก่าก็ถูก บัลแกเรีย เขี่ยตกรอบก่อนรองชนะเลิศ และสำหรับเอฟเฟนแบร์ก นั่นคือจุดจบ
เส้นทางทีมชาติของเขาสิ้นสุดลง เกมกับเกาหลีใต้คือการลงสนามอย่างเป็นทางการนัดสุดท้ายให้ DFB ยกเว้นเพียงสองเกมกระชับมิตรในเดือนกันยายน 1998 กับ มอลตา และ โรมาเนีย ที่เขาได้กลับมาสวมเสื้อเยอรมนีอีกครั้งรวม 180 นาที ภายใต้การคุมทีมของโฟกต์สอีกด้วย นอกจากนั้น เขาไม่เคยถูกเรียกติดทีมอีกเลย ไม่ใช่เพราะอาการบาดเจ็บหรือฟอร์มตก แต่เพราะเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ในช่วงเวลาเพียงสองวินาที
กลับมาที่บาเยิร์น มิวนิค เอฟเฟนแบร์กกลายเป็น “บอส” ภายใต้การคุมทีมของ อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์
แม้จะถูกแบนจากทีมชาติ เอฟเฟนแบร์กก็ไม่เคยแสดงความสำนึกผิด ตรงกันข้าม เขายังสร้างเรื่องอื้อฉาวใหม่ ๆ ต่อเนื่อง หลังจากกลับไปเล่นให้ มึนเชนกลัดบัค เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่นิ่งที่สุดในอาชีพ บาเยิร์นก็กลับมาคว้าตัวเขาอีกครั้ง และครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในแง่ของผลงาน
เอฟเฟนแบร์กกลายเป็นผู้นำที่แท้จริง พาบาเยิร์นคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 3 สมัยติดต่อกันระหว่างปี 1999 ถึง 2001 และคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในปี 2001 ด้วยการยิงจุดโทษตีเสมอในเกมนัดชิงกับ บาเลนเซีย หลังจาก เมห์เม็ต โชลล์ ยิงพลาดไปก่อนหน้า
ถึงแม้เขาจะมีนิสัยแข็งกร้าว แต่สำหรับฮิตซ์เฟลด์ เขาคือคนสำคัญที่สุดในสนาม โค้ชชาวสวิตเซอร์แลนด์แต่งตั้งให้เอฟเฟนแบร์กเป็นผู้นำในสนาม เปลี่ยนทีม “เอฟซี ฮอลลีวูด” ให้กลายเป็นกลุ่มที่มีระเบียบ แม้ว่าในเดือนตุลาคม 1998 เขาจะถูกจับข้อหาขับรถขณะมึนเมา โดยมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 1.1 พรอมิลล์ สโมสรปรับเงินก้อนโต แต่ฮิตซ์เฟลด์ยังคงหนุนหลังเขา
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งก็ยังตามมาไม่หยุด หนึ่งในคู่กรณีที่โด่งดังที่สุดคือ มัทเธอุส เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์และแชมป์โลก เอฟเฟนแบร์กไม่สนใจสถานะของเขา ทั้งคู่มักตอบโต้กันผ่านสื่อจนเพื่อนร่วมทีมต้องเลือกข้าง มัทเธออุสมีพวกของเขา และเอฟเฟนแบร์กก็มีของตัวเอง
นอกสนาม เรื่องชู้สาวของเขากับ คลาวเดีย ภรรยาของ โธมัส ชตรุนซ์ เพื่อนร่วมทีม กลายเป็นข่าวใหญ่และเกือบทำให้ห้องแต่งตัวของบาเยิร์นแตกแยก แต่เอฟเฟนแบร์กไม่สนใจ เขาแต่งงานกับคลาวเดียในเดือนธันวาคม 2004 หลังจากหย่ากับภรรยาคนแรก มาร์ตินา
ความสัมพันธ์ของเขากับสื่อเมืองมิวนิคนั้นเต็มไปด้วยความดุเดือด เอฟเฟนแบร์กมักพูดถึงตัวเองในบุคคลที่สาม เช่น “ไม่มีใครทำลายสเตฟาน เอฟเฟนแบร์กได้” และไม่ลังเลที่จะตอบโต้ผู้สื่อข่าวที่วิจารณ์เขาอย่างตรงไปตรงมา
ในอัตชีวประวัติของเขา เอฟเฟนแบร์กยังไม่เลิกเปิดศึกกับอดีตเพื่อนร่วมทีม
หลังจากแขวนสตั๊ดในปี 2004 กับ โวล์ฟสบวร์ก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่น่าจดจำ เอฟเฟนแบร์กก็ยังคงเป็นที่สนใจของสื่อ เขาไม่เลือกจะหายไปอย่างเงียบ ๆ แต่กลับออกหนังสืออัตชีวประวัติในปี 2003 ชื่อ “I Showed Them All” ที่เต็มไปด้วยการโจมตีอดีตโค้ช เพื่อนร่วมทีม สื่อ และแฟนบอล
เนื้อหาในหนังสือหยาบคายและเป็นการส่วนตัว เขายังคงวิจารณ์มัทเธอุส ปกป้องพฤติกรรมทุกอย่างของตัวเอง และไม่เคยขอโทษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชูนิ้วกลาง เรื่องชู้สาว หรือเรื่องอื้อฉาวอื่น ๆ หนังสือยังมีภาพแนวอีโรติกของเขากับคลาวเดีย และมีคำผิดมากมายจนสื่อเยอรมันนำไปล้อเลียน
ไม่ว่าจะรักหรือเกลียดเขา เอฟเฟนแบร์กคือหนึ่งในบุคคลที่มีสีสันที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเยอรมนี เขาเติบโตมาพร้อมกับความกล้าท้าทาย และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เส้นทางอาชีพของเขาน่าจดจำ เขามีความสามารถพอที่จะเป็นตำนานแห่งชาติ แต่เขาเลือกที่จะเดินในเส้นทางของตัวเอง