เงินบาทอ่อนค่าแตะ 32.97 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาปะทุ หนุนเงินดอลลาร์แข็งค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ราคาทองคำร่วงหลุด 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิพันธบัตรไทย
เงินบาทอ่อนค่าสุดรอบกว่า 2 เดือน
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดเปิดเผยว่า เงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในช่วงเช้าวันนี้ (10 มิ.ย. 2569) โดยแตะระดับ 32.97 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวที่บริเวณ 32.91-32.93 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อเวลา 10.09 น. เทียบกับระดับปิดตลาดวันก่อนหน้าที่ 32.86 บาทต่อดอลลาร์
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
การอ่อนค่าของเงินบาทครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งการปรับตัวลดลงของราคาทองคำในตลาดโลก และกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทย
ตะวันออกกลางเดือด ดันดอลลาร์แข็งค่า
ปัจจัยสำคัญที่กดดันค่าเงินบาทมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเพื่อตอบโต้กรณีเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของกองทัพสหรัฐฯ ถูกยิงตกบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกหันเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักหลายสกุล รวมถึงเงินบาท
ทองคำร่วงหลุด 4,200 ดอลลาร์ กดดันเงินบาทเพิ่ม
อีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งการอ่อนค่าของเงินบาทคือแรงขายในตลาดทองคำโลก โดยราคาทองคำปรับตัวลดลงหลุดระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดธุรกรรมซื้อขายทองคำในประเทศ และส่งผลต่อทิศทางค่าเงินบาทในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิพันธบัตรไทยต่อเนื่อง สะท้อนการลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก
จับตาเงินเฟ้อจีน-สหรัฐฯ ชี้ทิศทางตลาด
ดร.กาญจนากล่าวว่า ประเมินว่า กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้อยู่ที่ 32.85-33.05 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังมีโอกาสผันผวนสูงตามกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ปัจจัยสำคัญที่ตลาดรอติดตามในระยะสั้น ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI เดือนพฤษภาคมของจีน รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคมของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และทิศทางค่าเงินดอลลาร์ในช่วงต่อจากนี้