SpaceX กลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของตลาดทุนโลก หลังได้รับการประเมินมูลค่าที่ 1.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 57.5 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดของสหรัฐอเมริกา และเข้าร่วมกลุ่มบริษัทมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.5 ล้านล้านบาท) ได้สำเร็จ
การก้าวขึ้นสู่ระดับดังกล่าวถือเป็นเรื่องน่าทึ่งสำหรับบริษัทอวกาศที่ยังอยู่ในช่วงลงทุนขนาดใหญ่ และยังไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ในระดับเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น ๆ ที่ครองตำแหน่งในกลุ่ม Trillion-Dollar Club
ผลประกอบการยังขาดทุน แต่มูลค่าพุ่งติดอันดับโลก
ข้อมูลทางการเงินระบุว่า SpaceX ขาดทุนเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.62 แสนล้านบาท) ในปี 2025 และยังขาดทุนอีกกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 แสนล้านบาท) ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2026
ขณะที่ธุรกิจอวกาศซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทสร้างรายได้เพียง 619 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท) ในไตรมาสแรกของปี 2026 เท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบกับสมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่มบริษัทมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Apple, Nvidia, Alphabet, Meta หรือ Amazon จะพบว่าบริษัทเหล่านี้ล้วนสร้างรายได้และกำไรในระดับมหาศาลจากธุรกิจหลักของตนเองมาแล้วหลายปี
แต่กรณีของ SpaceX กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
Statista ชี้ SpaceX แพงกว่าบริษัทยักษ์ใหญ่หลายเท่า
ข้อมูลวิเคราะห์จาก Statista ซึ่งอ้างอิงข้อมูลบริษัทและมูลค่าหุ้นล่าสุด พบว่า SpaceX มีอัตราส่วนมูลค่าตลาดต่อรายได้ (Price-to-Sales Ratio) สูงถึง 94.1 เท่า
ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่า นักลงทุนยอมจ่ายเงินเกือบ 95 ดอลลาร์เพื่อซื้อรายได้ทุก 1 ดอลลาร์ของบริษัท โดยระดับดังกล่าวสูงกว่า Broadcom ซึ่งอยู่ในอันดับรองลงมาที่ 24.3 เท่า ขณะที่ Nvidia อยู่ที่ 19.6 เท่า Tesla 15.3 เท่า Alphabet 10.3 เท่า Apple 9.6 เท่า Microsoft 9.1 เท่า Meta 6.7 เท่า และ Amazon เพียง 3.5 เท่า
นอกจากมูลค่าที่สูงเป็นพิเศษแล้ว SpaceX ยังเป็นบริษัทเดียวในกลุ่มที่มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานติดลบ โดยอยู่ที่ -14%
สวนทางกับ Nvidia ที่มีอัตรากำไรสูงถึง 64%, Microsoft 47%, Broadcom 43%, Meta 41%, Alphabet และ Apple 33% ขณะที่ Amazon ยังทำกำไรได้ 12% และ Tesla 5%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า มูลค่าที่ตลาดมอบให้กับ SpaceX ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานผลกำไรหรือประสิทธิภาพทางธุรกิจแบบเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น
ตลาดกำลังซื้อวิสัยทัศน์ มากกว่าซื้อผลประกอบการ
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า SpaceX กำลังถูกประเมินมูลค่าด้วยเกณฑ์ที่แตกต่างจากบริษัททั่วไป เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับ Tesla มาก่อน
เมื่อต้นปี Tesla เคยมีค่า P/E Ratio สูงถึง 378 เท่า แม้ยอดขายจะลดลง 3% ขณะที่บริษัทในกลุ่ม Magnificent Seven ส่วนใหญ่มีค่า P/E อยู่ระหว่าง 25-38 เท่า และยังคงเติบโตในระดับเลขสองหลัก
สิ่งที่นักลงทุนกำลังให้คุณค่ากับ SpaceX จึงอาจไม่ใช่รายได้จากการปล่อยจรวดในวันนี้ แต่เป็นศักยภาพของธุรกิจในอนาคต ตั้งแต่เครือข่ายดาวเทียม Starlink โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เชื่อมโยงกับอวกาศ เทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะ ไปจนถึงเป้าหมายระยะยาวในการสร้างอารยธรรมมนุษย์บนหลายดาวเคราะห์
สะท้อนผ่านถ้อยคำในเอกสาร IPO ของบริษัท ที่ระบุพันธกิจในลักษณะคล้ายวิสัยทัศน์จากนิยายวิทยาศาสตร์ มากกว่าคำอธิบายธุรกิจแบบดั้งเดิม
บททดสอบครั้งสำคัญของตลาดทุนโลก
การทะยานขึ้นสู่มูลค่า 1.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 57.5 ล้านล้านบาท) ของ SpaceX จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของบริษัทอวกาศรายหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบสำคัญของตลาดทุนโลกว่า นักลงทุนพร้อมให้คุณค่ากับ “อนาคต” มากกว่าผลประกอบการในปัจจุบันได้มากเพียงใด
หากวิสัยทัศน์ของอีลอน มัสก์ ตั้งแต่เครือข่ายอวกาศขนาดใหญ่ ระบบ AI ยุคใหม่ ไปจนถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์บนดาวเคราะห์ดวงอื่นเกิดขึ้นได้จริง มูลค่าที่หลายคนมองว่าสูงเกินจริงในวันนี้อาจกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
แต่หากความฝันเหล่านั้นไม่สามารถเปลี่ยนเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน SpaceX ก็อาจถูกจดจำในฐานะหนึ่งในการเดิมพันที่กล้าหาญที่สุด และมีมูลค่าสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก