‘สรรพาสามิต’ ลุยถกคลังก่อนเคาะเดินหน้าโครงการสนับสนุนใช้ EV เล็งชงอุดหนุนผู้ซื้อรถผ่านไฟแนนซ์ หวังช่วยคัดกรองคุณสมบัติผู้เข้าโครงการ ก่อนทุบโต๊ะชงคณะกรรมการกลั่นกรองใช้เงินกู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาท
22 มิ.ย. 2569 – นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการหารือเพื่อสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) กับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนของ 2 แสนล้านบาทในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการหารือไปแล้ว แต่ยังเหลือการสรุปในรายละเอียดปลีกย่อยของโครงการให้ชัดเจน ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ฯ พิจารณาต่อไป
ทั้งนี้ เบื้องต้นกรมสรรพสามิตได้เตรียมรูปแบบในการอุดหนุน (Subsidize) ให้กระทรวงการคลังพิจารณา 2-3 รูปแบบ แต่ยืนยันว่ากระบวนการจะเป็นการอุดหนุนผ่านสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อกับผู้ซื้อรถ (ไฟแนนซ์) โดยจะเป็นการอุดหนุนครั้งเดียวแล้วจบเลย เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้โดยง่าย ซึ่งรูปแบบที่เตรียมเสนอมีทั้งการให้เงินชดเชยหรือเงินส่วนลดจากวงเงินที่ได้รับไฟแนนซ์ หรือการอุดหนุนผ่านอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น ส่วนรายละเอียดต้องรอหารือเพื่อสรุปกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง
“โครงการนี้เคยหารือกับกระทรวงการคลังไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ยังเหลือรายละเอียดปลีกย่อยที่จะต้องมาสรุปกัน โดยเฉพาะรูปแบบในการอุดหนุนว่าจะดำเนินการอย่างไร คงหนีไม่พ้นเรื่องการพิจารณาอุดหนุนผ่านเงินต้น หรือดูเรื่องดอกเบี้ยผ่านไฟแนนซ์ เช่น หากผู้ซื้อรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ไปเข้าระบบไฟแนนซ์กู้ได้ 850,000 บาท ทางรัฐบาลจะช่วยสนับสนุน 50,000 บาท ทำให้ผู้ซื้อรถกู้จากไฟแนนซ์จริงจำนวน 800,000 บาท เป็นต้น ส่วนการให้เงินชดเชยจริง ๆ เป็นเท่าไร จะเป็นการให้ผ่านตัดต้นหรือตัดดอกเบี้ย อยู่ระหว่างการหารือในทางปฏิบัติ ส่วนคนที่ซื้อเงินสด ก็จะต้องมีวิธีการ Subsidize อีกรูปแบบหนึ่ง แต่จะต้องมีระบบหรือกระบวนการตรวจสอบเช่นเดียวกับการกู้ไฟแนนซ์ เพื่อดูความสามารถในการผ่อนชำระ เป็นต้น” อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุ
อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าการอุดหนุนโดยผ่านระบบไฟแนนซ์นั้น ถือเป็นการดึงระบบในการช่วยคัดกรองคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาใช้สิทธิในโครงการด้วย ไม่ได้เป็นการให้หรือจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงให้กับผู้ซื้อรถเลย และโครงการนี้แตกต่างกับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนไฟฟ้า (อีวี) 3.5 อย่างแน่นอน เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ แต่ครั้งนี้จะเป็นการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นจึงเป็นคนละส่วนกัน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานเสนอโครงการเพื่อใช้เงินกู้ในส่วนของวงเงิน 2 แสนล้านบาท ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาดเข้ามา ดังนั้นคณะกรรมการกลั่นกรองฯ จึงยังไม่ได้มีการนัดประชุมกันในเร็ว ๆ นี้
ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าในช่วง 3-4 เดือนก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2569 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ให้หน่วยงานหรือส่วนราชการไปเร่งทำรายละเอียดโครงการให้สมบูรณ์ก่อน หลังจากนั้นคาดว่าจะเริ่มทยอยยื่นคำขอขอใช้เงินกู้เข้ามาได้ในช่วงก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2569 ส่วนการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ยังมีระยะเวลาพิจารณาและระยะเวลาดำเนินโครงการอีก 1 ปี เพื่อให้การดำเนินโครงการมีความเหมาะสมที่สุด
“ตอนนี้ยังไม่อยากเร่งรัดอะไรจนเกินไป เพราะอาจจะไม่รอบคอบ และคิดว่าอาจจะยังเร็วไปที่จะมีหน่วยงานเสนอคำขอใช้เงินกู้เข้ามา เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ ถ้าทำได้เร็วก็อาจจะโดนตั้งคำถามว่าหน่วยงานรู้มาก่อนว่าจะมีการกู้เงินมาทำตรงนี้ หน่วยงานจึงไปเตรียมแผนงานมารอล่วงหน้า พอเปิดให้ยื่นคำขอจึงเข้ามายื่นเลยทันที ซึ่งกระบวนการมันไม่ใช่แบบนั้น ข้อเท็จจริงแต่ละโครงการที่จะใช้เงินกู้ในส่วนนี้ไม่ได้สามารถดำเนินการได้เร็วขนาดนั้น ต้องใช้เวลาในการพิจารณาโครงการอย่างละเอียดก่อนจะเสนอเข้ามา” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ