23 มิ.ย.2569-นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) โพสต์ข้อความเรื่อง ไทยเป็นประเทศ ‘รายได้ปานกลาง’ ครบ 50 ปีแล้ว
ชวนคิด “คณิตศาสตร์ประเทศรายได้ปานกลาง” ในวันที่รัฐบาลภูมิใจไทยประกาศจะพาไทยเป็นประเทศร่ำรวยในอีก 12 ปีข้างหน้าครับ
ธนาคารโลกแบ่งประเทศทั่วโลกออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ประเทศรายได้น้อย รายได้ปานกลาง และรายได้สูง ตามค่าเฉลี่ยรายได้ประชากรต่อหัว (GNI per capita)
จุดตัดสู่ประเทศรายได้ปานกลางคือ 1,135 เหรียญต่อคนต่อปี (ประชากรมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท ถือว่าพ้นจากสถานะยากจน)
ส่วนจุดแบ่งสู่ประเทศรายได้สูงอยู่ที่ 13,935 เหรียญต่อคนต่อปี (ประชากรมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 37,000 บาทจึงจะนับว่าร่ำรวย)
ด้วยช่องว่างที่ห่างกันมากๆ เกิน 10 เท่าตัวจาก “รายได้ปานกลาง” สู่ “รายได้สูง” อย่างไรเสียก็ต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการไล่กวดเพื่อเลื่อนสถานะ
กลุ่มที่ไล่กวดเร็วสุดในประวัติศาสตร์โลกคือ เหล่าเสือเอเชียตะวันออก
เกาหลีใต้และไต้หวันใช้เวลา 26 ปีในการสลัดหลุดรายได้ปานกลาง
สิงคโปร์ ถ้านับจากตอนแยกตัวจากมาเลเซีย จะยิ่งเร็วขึ้นอีก เพราะใช้เวลาเพียง 23 ปี
เสือเอเชียเหล่านี้โตกันปีละ 7% ต่อเนื่อง แทบไม่หยุดไม่หย่อน
ประเทศล่าสุดที่ได้เลื่อนชั้นจากรายได้ปานกลางมาเป็น “ประเทศร่ำรวย” คือ “คอสตาริกา” จากภูมิภาคอเมริกากลาง
คอสตาริกาเติบโตต่อเนื่อง แถมวิ่งเร็วขึ้นในโค้งสุดท้ายในอัตราเฉลี่ย 5% ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ด้วยแรงหนุนจากอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (ecotourism)
เพื่อนบ้านอาเซียนอย่าง “มาเลเซีย” ขออีก 4 ปีน่าจะเข้าโค้งประเทศร่ำรวยได้เช่นกัน เพราะตอนนี้รายได้เฉลี่ย 11,670 เหรียญ และเติบโตปีละ 4-5%
ส่วน “เวียดนาม” นั้นยังห่างจากไทยเกือบเท่าตัว แต่ถ้าเวียดนามยังโตด้วยอัตรา 8% ในขณะที่ไทยอยู่ประมาณ 2% เราจะยังนำหน้าเวียดนามได้อีกไม่เกิน 8 ปี
ไทยเข้าสู่ระดับรายได้ปานกลางเมื่อปี 1976 นับถึงตอนนี้ปี 2026 ก็เป็นอันว่าเราอยู่ในสถานะ “ประเทศรายได้ปานกลาง” มาครบ 50 ปี ครึ่งศตวรรษพอดี
หากดูจากกราฟจะเห็นว่าอันที่จริง คอสตาริกา มาเลเซีย และไทย เติบโตมาแบบสูสี ไม่ห่างกันมากในช่วงทศวรรษ 1980-1990
ช่องว่างนั้นชัดเจนและห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหลังปี 1997 เป็นต้นมา และยังไม่มีแนวโน้มแคบลง.