ภาคธุรกิจโรงแรมของไทยก้าวสู่มาตรฐานใหม่ด้านสวัสดิภาพสัตว์ เมื่อ ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้ ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ ด้วยการเปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่เปลือกจากแม่ไก่แบบปลอดกรง (Cage-Free Eggs) 100% ในโรงแรมและที่พักทุกแห่งในเครือทั่วประเทศไทย ผ่านแนวทางการจัดซื้อไข่ไก่ที่มีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น ความมุ่งมั่นในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญของ ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้ ในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมบริการของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นรูปธรรม
24 มิ.ย. 2569 – ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้ ดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไข่ไก่จากฟาร์มปลอดกรงอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2567 และได้ประกาศความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไข่ไก่สดจากแม่ไก่แบบปลอดกรง (Cage-Free Eggs) 100% ในโรงแรมและที่พักทุกแห่งในเครือทั่วประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาโดยการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ครอบคลุมการจัดซื้อไข่ไก่กว่า 1.4 ล้านฟองต่อปี ซึ่งใช้ในการดำเนินงานของโรงแรมและที่พักทุกแห่งในเครือทั่วประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาแนวทางการจัดซื้อที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์และความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร
ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้ ในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบอย่างแท้จริง ผ่านการบริหารจัดการการจัดหาและจัดซื้อ (Responsible Procurement) ที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนในภาพรวม ซึ่งการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากความร่วมมืออันแข็งแกร่งกับพันธมิตรและซัพพลายเออร์คุณภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไข่ไก่ปลอดกรงที่นำมาใช้นั้นได้มาตรฐานและมีความต่อเนื่องในทุกบริการของเครือ

“สำหรับ ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้ ความยั่งยืนเป็นเป้าหมายของแนวทางการดำเนินงานของเราในทุกมิติ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ การดูแลสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่เราตั้งใจมอบให้แก่แขกผู้เข้าพักทุกคน” กนกวรรณ แช่มช้อย ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้ กล่าว
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไข่ไก่ปลอดกรง 100% ในประเทศไทย ซึ่งเป็นจำนวนไข่ไก่กว่า 1.4 ล้านฟองต่อปี สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนาแนวทางการจัดซื้อในห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีขึ้น และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาวของบริษัท
ปัจจุบัน ในประเทศไทยยังคงมีแม่ไก่ไข่กว่า 50 ล้านชีวิตที่ถูกเลี้ยงในระบบกรงตับ ซึ่งมีพื้นที่จำกัดจนแม่ไก่ไม่สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้เต็มที่ เช่น การวางไข่ในรัง การเกาะคอน หรือการคลุกฝุ่น ดังนั้น การตัดสินใจจัดซื้อของภาคธุรกิจ จึงถือเป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้ตลาดก้าวไปสู่มาตรฐานที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น

ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ประเทศไทย กล่าวชื่นชมความสำเร็จครั้งนี้ว่า “การเปลี่ยนผ่านของ ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้ เป็นตัวอย่างที่มีความหมายอย่างยิ่ง ที่แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจในการจัดหาจัดซื้อของภาคธุรกิจสามารถเชื่อมโยงเข้ากับการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์และการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การจัดซื้อไข่ไก่ปลอดกรงสามารถทำได้จริงในประเทศไทย และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นธุรกิจโรงแรมอื่นๆ เข้ามาร่วมสร้างระบบอาหารที่มีความเมตตาและความรับผิดชอบมากขึ้น ผ่านนโยบายที่ชัดเจน การทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ และการรายงานความคืบหน้าอย่างโปร่งใส”
ตั้งแต่ปี 2562 ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ได้ทำงานอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของแม่ไก่ในอุตสาหกรรมไข่ไก่ และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจหันมาจัดซื้อไข่ไก่แบบปลอดกรง (Cage-Free) ซึ่งเป็นทางเลือกที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์มากยิ่งขึ้น

องค์กรได้ร่วมมือกับบริษัทชั้นนำในหลากหลายภาคส่วน ทั้งธุรกิจโรงแรม บริการอาหาร และค้าปลีก เพื่อสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ผ่านการเปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่ปลอดกรงในการดำเนินธุรกิจ โดยในระดับสากล ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้บริษัทและแบรนด์ชั้นนำทั่วโลกประกาศนโยบายหรือพันธสัญญาด้านสวัสดิภาพสัตว์
“เราหวังว่าความสำเร็จของ ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้ จะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไข่ไก่ปลอดกรงสามารถเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย” ศนีกานต์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังหวังว่าความสำเร็จครั้งนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ในภาคโรงแรมและบริการอาหารในการพัฒนาแนวทางการจัดซื้อที่มีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับภาคธุรกิจเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ และมีความยั่งยืนในระยะยาว