จีนเร่งยึดตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิงเกม AI-ต้นทุนผลิต
July 14, 2026 05:40 PM

ปี 2569 กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือหุ่นยนต์ที่ออกแบบให้มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ หลังการแข่งขันเริ่มขยับจากการพัฒนาต้นแบบและโครงการทดลอง ไปสู่การสร้างสายการผลิต ลดต้นทุน และนำหุ่นยนต์เข้าสู่โรงงาน คลังสินค้า ศูนย์วิจัย และธุรกิจบริการมากขึ้น
หัวใจของการแข่งขันไม่ได้อยู่เพียงการทำให้หุ่นยนต์เดิน วิ่ง หรือแสดงท่าทางได้เหมือนมนุษย์ แต่กำลังวัดกันใน 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ต้นทุนต่อเครื่อง และศักยภาพในการผลิตจำนวนมาก
จีนกำลังสร้างความได้เปรียบจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ไฟฟ้า มอเตอร์ เซ็นเซอร์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนความแม่นยำสูง ขณะที่บริษัทสหรัฐฯ เช่น Tesla, Figure AI และ Agility Robotics มุ่งพัฒนา AI ซอฟต์แวร์ควบคุม และระบบที่ช่วยให้หุ่นยนต์เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับงานหลากหลายรูปแบบ

ตลาดโลกจ่อโตเกือบ 18 เท่า



จีนเร่งยึดตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิงเกม AI-ต้นทุนผลิต
รายงาน Humanoid Robot Market Size & Share 2026–2035 ของ Global Market Insights ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ประเมินว่า ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกมีมูลค่า 7.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 256,750 ล้านบาท) ในปี 2568 และเพิ่มเป็น 10.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 354,250 ล้านบาท) ในปี 2569
มูลค่าตลาดมีแนวโน้มขยายเป็น 54.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.76 ล้านล้านบาท) ในปี 2574 และแตะ 192.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.26 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2578 คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย 37.6% ต่อปี และเพิ่มขึ้นเกือบ 18 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2569
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะหุ่นยนต์สองขา แต่รวมถึงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบมีล้อและแบบช่วงบนด้วย โดยหุ่นยนต์แบบมีล้อครองส่วนแบ่งรายได้สูงสุด 40.6% ในปี 2568 เนื่องจากมีความมั่นคงสูงกว่า โครงสร้างไม่ซับซ้อน และมีต้นทุนบำรุงรักษาต่ำกว่าหุ่นยนต์สองขา
เอเชีย-แปซิฟิกถูกประเมินว่าเป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ที่สุดและภูมิภาคที่มีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุด จากการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติ โรงงานอัจฉริยะ และ AI ของจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์
จีนครองมากกว่า 80% ของยอดติดตั้ง
ข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่า ในปี 2568 มีการติดตั้งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เพิ่มเติมทั่วโลกประมาณ 16,000 เครื่อง โดยจีนมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของยอดติดตั้งทั้งหมด
ขณะที่ Omdia ใช้เกณฑ์วัดในรูปแบบ “ยอดจัดส่ง” และประเมินว่า ปี 2568 มีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จัดส่งทั่วโลกราว 13,000 เครื่อง โดยจีนมีสัดส่วนประมาณ 90%
ตัวเลขทั้งสองชุดไม่ควรนำมาเปรียบเทียบโดยตรง เนื่องจาก Counterpoint วัดยอดติดตั้ง ส่วน Omdia วัดยอดจัดส่ง รวมทั้งอาจมีขอบเขตผลิตภัณฑ์และวิธีนับแตกต่างกัน แต่ข้อมูลสะท้อนทิศทางเดียวกันว่า จีนเป็นศูนย์กลางด้านปริมาณของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก
ผู้ผลิตจีนที่มีบทบาทสำคัญประกอบด้วย AgiBot, Unitree Robotics, UBTech Robotics, Leju Robotics และ Fourier Intelligence โดยมีทั้งหุ่นยนต์เพื่อการวิจัย การศึกษา งานบริการ โลจิสติกส์ และการทดลองใช้งานในโรงงาน
อย่างไรก็ตาม ยอดติดตั้งหรือยอดจัดส่งไม่ได้หมายความว่าหุ่นยนต์ทุกเครื่องถูกนำไปใช้แทนแรงงานในเชิงพาณิชย์แล้ว เพราะส่วนหนึ่งยังเป็นการจัดซื้อเพื่อวิจัย เก็บข้อมูล ฝึกโมเดล AI และทดสอบระบบในพื้นที่ควบคุม

ซัพพลายเชนจีนกดต้นทุนหุ่นยนต์

จุดแข็งสำคัญของจีนคือความสามารถในการใช้ซัพพลายเชนเดิมจากอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า มาต่อยอดการผลิตมอเตอร์ ตัวลดรอบ ระบบเซอร์โว แบตเตอรี่ เซ็นเซอร์ และชิ้นส่วนควบคุมการเคลื่อนไหว
China Daily รายงานว่า ชิ้นส่วนหลักมากกว่าครึ่งหนึ่งของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เช่น มอเตอร์และตัวลดรอบ สามารถจัดหาจากซัพพลายเชนรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีอยู่แล้ว ทำให้ผู้ผลิตไม่ต้องลงทุนสร้างกำลังการผลิตใหม่ทั้งหมด
เมื่อยอดผลิตเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตยังสามารถกระจายต้นทุนวิจัยและพัฒนา รวมถึงค่าเสื่อมราคาของสายการผลิตไปยังหุ่นยนต์จำนวนมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนต่อเครื่องลดลงอย่างต่อเนื่อง
ความได้เปรียบด้านซัพพลายเชนทำให้ผู้ผลิตจีนสามารถออกผลิตภัณฑ์หลายระดับราคา ตั้งแต่หุ่นยนต์ขนาดเล็กสำหรับนักพัฒนาและสถาบันการศึกษา ไปจนถึงหุ่นยนต์ขนาดเต็มสำหรับโรงงานและธุรกิจบริการ

สงครามราคากดหุ่นยนต์ต่ำกว่า 10,000 หยวน

การแข่งขันด้านราคาเห็นได้ชัดจากการเปิดตัวหุ่นยนต์รุ่นใหม่ในปี 2569 โดย Unitree Robotics เปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สองแขนรุ่น R1 ราคาเริ่มต้น 26,900 หยวน (ประมาณ 121,050 บาท) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ราคาต่ำที่สุดของบริษัทในขณะเปิดตัว


จีนเร่งยึดตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิงเกม AI-ต้นทุนผลิต
Noetix Robotics เปิดตัวหุ่นยนต์ Bumi ราคา 9,998 หยวน (ประมาณ 44,991 บาท) กลายเป็นหนึ่งในหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มุ่งตลาดผู้บริโภครุ่นแรก ๆ ซึ่งมีราคาต่ำกว่า 10,000 หยวน (ประมาณ 45,000 บาท)
ส่วน Booster Robotics เปิดตัวหุ่นยนต์ K1 Series ราคาเริ่มต้น 29,900 หยวน (ประมาณ 134,550 บาท) ขณะที่ Astribot เปิดราคาหุ่นยนต์ T1 สำหรับงานอุตสาหกรรมเริ่มต้น 89,900 หยวน (ประมาณ 404,550 บาท) ต่ำกว่าระดับ 100,000 หยวน (ประมาณ 450,000 บาท)

จีนวางหุ่นยนต์เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

การเติบโตของอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดจากภาคเอกชนเพียงด้านเดียว แต่ได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลจีนที่วางหุ่นยนต์และ Embodied AI หรือ AI ที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อโลกจริง เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ยกระดับภาคการผลิต
จีนมองว่าระบบอัตโนมัติจะช่วยรับมือกับแรงกดดันจากสังคมสูงวัย จำนวนแรงงานที่ลดลง และความจำเป็นในการเพิ่มผลิตภาพของโรงงาน โดยเชื่อมโยงการพัฒนาหุ่นยนต์เข้ากับนโยบาย AI+ และการผลิตขั้นสูง
ในปี 2569 จีนยังเปิดตัวระบบมาตรฐานสำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และ Embodied AI ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญตั้งแต่ระบบประมวลผล ชิ้นส่วน การรวมระบบ การใช้งาน ความปลอดภัย และจริยธรรม เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์พัฒนาผลิตภัณฑ์บนมาตรฐานที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น

Tesla เร่งวางฐานผลิต Optimus

ฝั่งสหรัฐฯ Tesla วาง Optimus เป็นหนึ่งในธุรกิจหุ่นยนต์และ AI ที่สำคัญในระยะยาว โดยเอกสารผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 ระบุว่า บริษัทเตรียมเริ่มจัดตั้งโรงงาน Optimus ขนาดใหญ่แห่งแรกในไตรมาส 2
สายการผลิตรุ่นแรกที่เมืองฟรีมอนต์ถูกออกแบบให้รองรับกำลังผลิตในระยะยาว 1 ล้านเครื่องต่อปี ขณะที่สายการผลิตรุ่นที่สองในรัฐเทกซัสถูกออกแบบสำหรับกำลังผลิตระยะยาว 10 ล้านเครื่องต่อปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นกำลังผลิตที่สายการผลิตถูกออกแบบไว้ ไม่ใช่ยอดผลิตจริง และ Tesla ยังไม่ได้เปิดเผยราคาจำหน่ายหรือกำหนดส่งมอบ Optimus ให้ลูกค้าทั่วไปอย่างเป็นทางการ
Elon Musk เคยกล่าวเมื่อปี 2565 ว่า หากผลิต Optimus ได้หลายล้านเครื่อง Tesla อาจจำหน่ายในราคาต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ต่ำกว่าประมาณ 650,000 บาท) 
ความแตกต่างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จึงอยู่ที่จีนมีหุ่นยนต์หลายรุ่นและหลายระดับราคาออกสู่ตลาดแล้ว ขณะที่บริษัทสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งวางเดิมพันกับความสามารถของ AI และการเพิ่มกำลังผลิตในระยะถัดไป

RaaS เปิดทางธุรกิจเช่าหุ่นยนต์

นอกจากการขายแบบซื้อขาด โมเดล Robot-as-a-Service หรือ RaaS ซึ่งให้ธุรกิจเช่าหุ่นยนต์หรือจ่ายค่าบริการรายเดือน กำลังถูกจับตามองมากขึ้น
Global Market Insights ระบุว่า รูปแบบดังกล่าวช่วยลดภาระเงินลงทุนก้อนแรก ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถทดลองใช้หุ่นยนต์ได้โดยไม่ต้องซื้อขาด พร้อมรับบริการบำรุงรักษาและอัปเดตซอฟต์แวร์จากผู้ให้บริการ
แต่ความสำเร็จของโมเดล RaaS จะขึ้นอยู่กับว่าหุ่นยนต์สามารถสร้างผลผลิตหรือช่วยลดต้นทุนได้มากกว่าค่าเช่า ค่าพลังงาน ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายในการปรับพื้นที่ทำงานหรือไม่

AI และความคล่องแคล่วยังเป็นคอขวด



จีนเร่งยึดตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิงเกม AI-ต้นทุนผลิต
แม้หุ่นยนต์จีนจะแสดงความสามารถด้านการเดิน วิ่ง เต้นรำ ศิลปะการต่อสู้ และลุกขึ้นหลังจากล้มได้ดีขึ้น แต่การแสดงบนเวทียังไม่สามารถยืนยันว่าหุ่นยนต์พร้อมทำงานในโรงงานหรือบ้านเรือนได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการหยิบจับวัตถุ การรับรู้สภาพแวดล้อม การตัดสินใจเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ความปลอดภัยเมื่อต้องทำงานใกล้มนุษย์ และระยะเวลาที่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่หรือซ่อมบำรุง

ปี 69 ชิงผู้นำก่อนตลาดผลิตจำนวนมาก

ภาพรวมปี 2569 จึงยังไม่ใช่ปีที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ในวงกว้าง แต่เป็นปีที่ผู้ผลิตเร่งวางตำแหน่งก่อนอุตสาหกรรมเข้าสู่การผลิตจำนวนมาก
จีนกำลังสร้างความได้เปรียบจากฐานการผลิต ซัพพลายเชน การสนับสนุนของภาครัฐ และการแข่งขันด้านราคา ขณะที่สหรัฐฯ มุ่งสร้างความแตกต่างด้วย AI ซอฟต์แวร์ และความสามารถในการเรียนรู้ของหุ่นยนต์
ตัวชี้วัดความสำเร็จในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงจำนวนเครื่องที่ผลิตหรือราคาขาย แต่ต้องพิจารณาจำนวนชั่วโมงที่หุ่นยนต์ทำงานได้จริง อัตราความสำเร็จของงาน ความปลอดภัย อายุการใช้งาน ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และระยะเวลาคืนทุนของผู้ใช้งาน
เมื่อราคาฮาร์ดแวร์ลดลง สมรภูมิการแข่งขันจะเปลี่ยนจากการสร้าง “หุ่นยนต์ที่เดินได้” ไปสู่การสร้าง “แรงงาน AI ที่ทำงานได้จริง” และผู้ผลิตที่สามารถเชื่อม AI ต้นทุน และกำลังการผลิตเข้าด้วยกันได้ก่อน จะมีโอกาสกำหนดทิศทางตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลกในทศวรรษหน้า

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.