ระบบการศึกษาไทยที่เคยยึดความสำเร็จทางการศึกษาอาจวัดจากผลสอบและความสามารถในการจดจำเนื้อหา แต่เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในทุกมิติของการทำงาน ทักษะที่โลกยุคใหม่ต้องการกลับเปลี่ยนไปสู่การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ด้วยเหตุนี้ เวสต์มินสเตอร์ คอลเลจ กรุงเทพฯ (Westminster College Bangkok) จึงจัดงานเสวนาและสัมภาษณ์พิเศษในหัวข้อ “ผู้ปกครองไทยพร้อมหรือยัง? ระบบการศึกษาไทยกำลังถูก Disrupt ถึงเวลา Set Zero การศึกษาไทยหรือไม่” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตการศึกษาไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ AI และความต้องการของตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21

ตรีณัฐ ใจยะสาร ประธานกรรมการบริหาร Westminster International Group หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok กล่าวว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้อง Set Zero ระบบการศึกษา เพราะระบบการศึกษาไทยยังมีจุดแข็งหลายด้าน โดยเฉพาะการผลิตแพทย์และบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อย่างไรก็ตาม โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีและ AI ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในทุกอาชีพ อาชีพใหม่ ๆ ในอนาคตล้วนเกี่ยวข้องกับ AI ข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีดิจิทัล ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการรีดีไซน์ การปรับหลักสูตรและวิธีการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
“หลายประเทศเริ่มปรับตัวแล้ว เช่น ประเทศจีน ที่เพิ่มสัดส่วนการเรียนด้านวิชาชีพและการเรียนรู้แบบลงมือทำ รวมถึงการใช้ AI ในการเรียนการสอนมากขึ้น เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนไป สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องทำคือการยกระดับอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพและได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น เพราะตลาดแรงงานในอนาคตต้องการคนที่มีทักษะและสามารถทำงานได้จริง การปรับการศึกษาไทยไม่ใช่หน้าที่ของภาคการศึกษาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ สถานศึกษา ผู้ปกครอง และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์โลกอนาคต และเปิดโอกาสให้เด็กแต่ละคนได้เรียนรู้ตามความถนัดและศักยภาพของตนเอง ไม่ใช่กำหนดว่ามีเส้นทางใดเพียงเส้นทางเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน” ตรีณัฐ กล่าว
ตรีณัฐ ได้กล่าวถึงข้อมูลจากองค์กรชั้นนำระดับโลกสะท้อนตรงกันว่า ทักษะที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในทศวรรษหน้า ได้แก่ Critical Thinking, Problem Solving, Creativity, Communication, Collaboration และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ด้วยแนวคิดนี้ จึงนำหลักสูตร Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma คุณวุฒิระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากสหราชอาณาจักร มาเปิดสอนในประเทศไทย เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้เรียนที่ต้องการพัฒนาศักยภาพผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มากกว่าการเรียนเพื่อการสอบเพียงอย่างเดียว
สำหรับหลักสูตร BTEC เน้นการเรียนรู้แบบ Applied Learning และ Project-Based Learning เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำโครงงาน วิจัย วิเคราะห์ และสร้างผลงานจริง เพื่อต่อยอดเป็น Portfolio สำหรับสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมพัฒนาทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานยุค AI ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอ

ด้านดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อ Set Zero แต่จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ปัญหาสำคัญคือระบบการศึกษามีการปรับตัวค่อนข้างช้า ขณะที่พรบ.การศึกษาใช้มานานกว่า 20 ปี และหลักสูตรการศึกษาหลายส่วนไม่ได้รับการปรับปรุงมานานกว่า 10 ปี ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่สำคัญที่สุดในวันนี้คือการเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ จากเดิมที่มองว่า เรียนจบแล้วจบเลย ไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะในอนาคตไม่มีใครสามารถใช้ความรู้ชุดเดิมได้ตลอดชีวิต ทุกคนต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่อยู่เสมอ
ดร.บัณฑิตย์ กล่าวต่อว่า การศึกษาในอนาคตจึงไม่ควรมุ่งเพียงการเตรียมเด็กให้ประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่ง แต่ต้องสร้างทักษะการคิด การแก้ปัญหา และความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตและทำงานในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความสุข ขณะเดียวกัน ทักษะพื้นฐาน เช่น ภาษา การคิดคำนวณ และการรู้เท่าทันข้อมูล ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญของการเรียนรู้ เพราะหากผู้เรียนขาดทักษะเหล่านี้ ก็จะไม่สามารถเรียนรู้หรือปรับตัวกับโลกยุคใหม่ได้อย่างเต็มที่ แม้ AI จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ แต่ AI ก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการเตรียมคนให้พร้อมเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา
“สภาการศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการ อยู่ระหว่างยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ซึ่งกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และตั้งเป้าผลักดันให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หรือประมาณต้นปี 2570 โดยสาระสำคัญคือการทำให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมผลักดันหลักสูตรฐานสมรรถนะที่เน้นการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนและการนำความรู้ไปใช้ได้จริง มากกว่าการท่องจำ”ดร.บัณฑิตย์ กล่าว
ดร.บัณฑิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับ AI ปัจจุบันยังไม่ได้กำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรกลาง แต่เปิดโอกาสให้สถานศึกษานำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการปรับกฎหมายและหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น จะช่วยให้ระบบการศึกษาไทยสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

รศ. ธีรวัฒน์ ประกอบผล คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)กล่าวว่า การศึกษาในยุค AI ต้องเปลี่ยนจากการสอนให้เด็กเก่งทำข้อสอบ เป็นการสอนให้ทำเป็น เพราะการท่องจำหรือการตอบโจทย์เป็นสิ่งที่ AI สามารถทำแทนได้ แต่การคิด วิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ยังเป็นทักษะสำคัญของมนุษย์ การปรับหลักสูตรจึงไม่ใช่การ Set Zero แต่ต้องนำ AI มาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ พร้อมปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม รศ. ธีรวัฒน์ มองว่า การใช้ AI ต้องอยู่บนพื้นฐานความรู้ที่แข็งแรง ผู้เรียนควรใช้ AI เพื่อช่วยตรวจสอบและต่อยอดความคิด ไม่ใช่ให้ AI ทำงานแทนทั้งหมด เพราะผู้ที่เข้าใจพื้นฐานและรู้วิธีใช้ AI จะได้เปรียบในอนาคต ในมุมของมหาวิทยาลัย เป้าหมายไม่ใช่การผลิตเด็กที่มีผลการเรียนดีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการผู้เรียนที่มีทักษะปฏิบัติจริง คิดเป็น และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองและครูไม่ควรปิดกั้นเทคโนโลยี แต่ควรสอนให้เด็กใช้ AI อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะพื้นฐาน เช่น การอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
ในมุมของผู้ปกครอง รุ่งนภา แก้วไทรหาญ กล่าวว่า ลูกชายมีความชื่นชอบด้านดิจิทัลมีเดียอาร์ต ซี่งได้มีการพูดคุยและแนะนำในการมองหาทักษะหรือองค์ความรู้อื่นเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอนาคตและเปิดโอกาสให้ตัวเองมีทางเลือกมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ การลงทุน หรือความรู้ด้านธุรกิจ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดและผสมผสานกับความสนใจด้านดิจิทัลได้ รวมถึงแนะนนำการใช้ AI ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพราะในฐานะผู้ปกครองต้องเรียนรู้ด้วย อย่างการใช้ AI ไม่ใช่เพียงเพื่อสั่งงานง่าย ๆ เหมือนการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แต่ควรเรียนรู้วิธีใช้งานอย่างถูกต้อง เช่น การกำหนดบทบาทให้ AI ระบุบริบทที่ชัดเจน และตั้งคำถามอย่างละเอียด เพื่อให้ AI สามารถช่วยคิด วิเคราะห์ และสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น

