สธ. จับมือพันธมิตร เปิดแพลตฟอร์มพลิกโฉมขนส่งการแพทย์ไทย
July 17, 2026 06:18 AM

ความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มทรู และภาคีเครือข่าย ในการเปิดตัวปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ ภายใต้แพลตฟอร์มบริหารจัดการการบินอัตโนมัติ เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์สาธารณสุขรูปแบบใหม่ ซึ่งช่วยร่นระยะเวลาการนำส่งสิ่งสนับสนุนทางการแพทย์ในพื้นที่เข้าถึงยากได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการแพทย์ทางอากาศ

การดำเนินงานในโครงการ "ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)" จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT), สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (AEROTHAI) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)


สธ. ร่วมกับทรู และภาคีเครือข่าย เปิดตัว "SkyBridge" แพลตฟอร์มบริหารจัดการขนส่งยาและเวชภัณฑ์ทางอากาศอัตโนมัติ
โครงสร้างความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำข้อกำหนดทางกฎหมายการบิน การบริหารจัดการน่านฟ้า และเทคโนโลยีโครงข่ายระบบสื่อสารอัจฉริยะมารวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้นวัตกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานของประเทศ
ทั้งในสภาวการณ์ปกติและในภาวะฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ ซึ่งมีการวางแผนเตรียมขยายผลไปสู่พื้นที่ห่างไกลและภูเขาสูงชันอื่น ๆ ทั่วประเทศอีก 10 แห่ง เช่น โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

นวัตกรรมของ True SkyBridge

หัวใจสำคัญของปฏิบัติการนี้คือ แพลตฟอร์ม "True SkyBridge" ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ทางอากาศอัตโนมัติ (Autonomous Air Logistics Platform) แพลตฟอร์มแรกของประเทศไทยที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นโดย ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น (True Innovation Center) เพื่อใช้ในการบริหารจัดการภารกิจขนส่งทางการแพทย์อย่างครบวงจร


สธ. ร่วมกับทรู และภาคีเครือข่าย เปิดตัว "SkyBridge" แพลตฟอร์มขนส่งทางการแพทย์อย่างครบวงจร
ระบบการทำงานของแพลตฟอร์มครอบคลุมฟังก์ชันสำคัญ ดังนี้:

  • การบริหารจัดการฝูงบินและเส้นทาง: ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการประมวลผลข้อมูลการบิน คำนวณเส้นทาง และควบคุมการบินโดยอัตโนมัติแบบไร้คนขับ

  • การตรวจสอบสถานะเรียลไทม์: สามารถตรวจวัดคุณภาพของสิ่งนำส่งทางการแพทย์ เช่น อุณหภูมิและความเสถียร พร้อมติดตามพิกัดการบินได้ตลอดเวลาผ่านเครือข่ายอัจฉริยะของทรู

  • ความปลอดภัยและการเก็บบันทึกข้อมูล: รองรับฮาร์ดแวร์โดรนได้หลากหลายตราสินค้า (Multi-brand) มีระบบความปลอดภัยเต็มฟังก์ชัน พร้อมระบบจัดทำเอกสารอัตโนมัติทีบันทึกเวลาและพิกัดย้อนหลังได้ทุกเที่ยวบิน

2 เส้นทางบินสาธิต ภายใต้ “ปัวโมเดล”

การทดสอบและใช้งานจริงครั้งแรกถูกคิกออฟขึ้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน เส้นทางคมนาคมทางบกคดเคี้ยวตามไหล่เขา และมีความเสี่ยงสูงต่อภัยธรรมชาติ เช่น ดินสไลด์ น้ำป่าไหลหลาก หรือฝนตกหนัก ซึ่งมักจะตัดขาดการเดินทางทางบกในบางช่วงเวลาของปี โดยการบินสาธิต 2 เส้นทาง ได้แก่  

  • “โมเดลความต่อเนื่องฐานเดิม” (NCD's Continuity Model) ส่งยาสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จากสนามกีฬาพญาผานอง ไปยังลานชุมชนบ้านร้องแง และบินกลับเพื่อนำส่งตัวอย่างทางการแพทย์ ระยะทางไป–กลับ 4 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3.5 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกที่ใช้เวลา 7 นาที สร้างผลลัพธ์ความเร็วและช่วยประหยัดเวลาได้ 50%

  • “โมเดลภัยพิบัติขั้นวิกฤต” (Disaster Response Model) ขนส่งยาไปยังพื้นที่ห่างไกลที่เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด ผ่านภูเขาสูงชัน หน้าผา และป่าทึบ จากสนามกีฬาพญาผานอง ไปยัง สนามบาสเกตบอล โรงเรียนบ้านน้ำปัว และ บินกลับเพื่อนำส่งตัวอย่างทางการแพทย์ ระยะทางไป–กลับ 46 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 35 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 2 ชั่วโมง จึงช่วยประหยัดเวลามากถึง 70%

 

การทดสอบและใช้งานจริง ขนส่งยาและเวชภัณฑ์ทางอากาศอัตโนมัติ ครั้งแรกถูกคิกออฟขึ้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน

เป้าหมายนโยบายสาธารณสุขระยะยาว

ข้อมูลเชิงโครงสร้างจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า การนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับระยะไกลเข้ามาเชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชายแดน พื้นที่ห่างไกล และพื้นที่เฉพาะที่มีอุปสรรคทางภูมิศาสตร์
การทดสอบระบบก่อนหน้านี้ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลได้รับการยืนยันว่าประสบความสำเร็จในการลดข้อจำกัดของการขนส่งทางน้ำ และเมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ภูเขาสูงในภาคเหนือ จะทำให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถกำหนดมาตรฐานการแพทย์ในภาวะฉุกเฉินรูปแบบใหม่ได้ โดยใช้ความเร็วและเสถียรภาพของแพลตฟอร์มทางอากาศในการเข้าถึงผู้ป่วยวิกฤต แทนการพึ่งพาระบบขนส่งภาคพื้นดินเพียงอย่างเดียวในช่วงเวลาที่เกิดการชะงักงันของเส้นทางคมนาคม

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.